A Lost Letter

วันนี้รื้อห้องเตรียมย้ายบ้านปรากฎว่าเจอกระดาษสองแผ่นที่เรานึกว่าหายไปแล้ว เป็นกระดาษเขียนสรุปเหตุการณ์ต่างๆและคอมเมนต์ของเราตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย(มหิดล)จนมาหยุดอยู่ที่ต้นปี 2007 (ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูล แต่เรื่องที่แก้หรือเสริมได้ก็จะเขียนในตัวอักษรสีแดง)

early 2005

ไม่อยากทำงาน อยากเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆถึงเลือกเข้าคณะวิทยาศาสตร์ ที่จริงมันจะดีกว่ามากถ้าเรารู้ว่าอยากทำอะไรแล้ว

2005/1

ติดใจห้องเลกเชอร์มาตั้งแต่ สอวน. มีประสบการณ์จาก สอวน.ว่ารู้สึกมีความสุขเวลาใช้เวลาเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งเพียงวิชาเดียว อยากเข้าภาคชีวะตั้งแต่ต้น

ไม่คิดว่าตัวเองเก่งชีวะ แต่ก็ขอเป็นฝ่ายวิชาการเพราะรู้ว่าตัวเองสามารถหาแหล่งอ้างอิงได้

เพราะเนื้อหาปีหนึ่งพูดรวบๅก็เหมือนรวมสามปีของ ม.ปลายจึงตื่นเต้นพยายามตั้งใจเรียนทุกวิชาให้เข้าใจสิ่งที่ไม่เข้าใจตอน ม.ปลาย

รู้สึกว่าเฉลี่ยของคนทั้งคณะไม่เก่ง บางคนบอกว่าถนัดฟิสิกส์อาจจะเข้าฟิสิกส์แต่ pretest basic concept ของกลศาสตร์ก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าห่วยฟิสิกส์มากกว่าเราที่เคยได้เกรด 0 ตอนม.ปลายเทอมนึงก็ไม่น่าไหว

“ถ้ามีเวลาไม่จำกัดแล้วเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง” ไม่จริง เพราะมนุษย์จินตนาการทฤษฎีได้ไม่จำกัดและถ้าเรียนไม่เลือกก็จะได้ทฤษฎีห่วยมากกว่าทฤษฎีที่ดี

บอกกับพี่ชัยว่า ” ผมเข้าคณะวิทยาศาสตร์เพราะต้องการอิสระ” เข้าใจว่าต้องการอิสระทางความคิด=หลักการในการคิดที่แน่นอนมากกว่า คือต้องคิดถึง constraints เป็น แล้วก็ใช้อิสระภายใต้ constraints นั้นๆ ไม่เช่นนั้นก็เหมือนถูกปล่อยให้ไปวิ่งเล่นตอนกลางคืน มองไม่เห็นอะไรเลย ตัวอิสระจริงแต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางอย่างฉลาดได้

อ.ชีวะสอนห่วยมาก อ้างอิงหนังสือภาษาไทยเก่าๆยกเว้น อ.สรยุทธ ส่วน อ.เลขก็ใช้ได้ อ.ฟิสิกส์ (อ.ขวัญกับ อ.นฤมล) สอนดีและสนุกมาก คือไม่ใช่แค่ enjoyแต่ว่าการถ่ายทอดแนวความคิดของนักฟิสิกส์ไม่มีจุดบกพร่อง รู้สึกว่าโชคดีเพราะชีวะเองเราก็เข้าใจอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมี อ.ดีก็ได้ อันหลังนี่ผิดมหันต์

เพิ่งได้ยินคำว่า “theoretical biology” สนใจมาก เช่นเรื่อง สมอง

ได้เกรด 3.83 (มั้ง) แปลกใจ (รู้สึกว่า 3.83 นี่จะเป็นที่สามของคณะ!)

ภาษาอังกฤษมหาลัยก็ยังง่ายอยู่ดี ประมาณว่า midterm อ่าน 10 นาที final อ่านครึ่ง ชม.

ทำวิทยาสารเรื่อง photo-oxidation มั้ง

Campbell กลายเป็น bible ชีวะใช้ได้ตลอด เอกโหลดวิดีโอเรื่อง RNAi มา ตอนนั้นยังไม่รู้จัก C. elegans สุดท้ายก็ไปหาอ่าน RNAi ได้ใน Campbell ed. สุดท้าย(จำได้ว่าเพิ่งเพิ่มเข้ามา) น่าสนใจดี

ชีวะ final ติวเพื่อนอย่างเดียว ไม่อ่านแต่ก็ได้ A อืม

2005/2

จำได้ว่าตอนนั้นฝ่ายวิชาการหมดไฟกัน

ชอบเรื่องไฟฟ้ามากเพราะไม่เข้าใจเลยทิ้งไปตอน ม.ปลาย แต่ถึงจะทิ้งไปก็ยังได้อานิสงค์จากโรงเรียนคือรู้เรื่อง Gaussian surface

สงสัยเพราะไปเจอเรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากับสัมพัทธภาพว่า… ขี้เกียจเขียนแบบที่ตัวเองเขียนไว้ยาวๆ สั้นๆคือสนามไฟฟ้าในกรอบอ้างอิงเฉื่อยหนึ่งอาจเป็นสนามแม่เหล็กในอีกกรอบอ้างอิงเฉื่อยหนึ่ง

ไม่เข้าใจควอนตัมเลยว่ามันคืออะไร คือเห็นเป็นแค่ว่ากลศาสตร์ที่แก้ปัญหา blackbody radiation, photoelectric แล้วก็ Compton effect ได้เท่านั้นแหละ

กะว่าจะได้เข้าใจเรื่องตารางธาตุในวืชาฟิสิกส์แต่เวลาไม่พอเลยไม่สอน

ซื้อหนังสือ Logic of Evolution ตอนนั้นรู้สึกว่าอ่านยาก (เพราะเนื้อหาไม่คุ้นด้วย) แต่สุดท้ายก็เจอ contingency เลยชักไม่แน่ใจว่ามนุษย์เราเข้าใจ evolution แค่ไหน ผิดหวัง ไม่มีหลักการ ทฤษฎี

เริ่มลังเลว่าจะเข้าภาคชีวะหรือฟิสิกส์ดีเพราะก็เริ่มเข้าใจและสนใจฟิสิกส์มากขึ้นตอนนั้นโดยเฉพาะ atomic physics ส่วนชีวะ อ.ก็ห่วยเหลือเกิน (ในเทอมนั้น ยกเว้น อ.ระพี) ไม่เห็นว่า atomic physics จะเกี่ยวกับชีวะตรงไหนแต่ก็ยังเชื่อว่าชีวะจะมีอะไรท้าทายและน่าสนใจกว่านี้ และยังคงยืนยันว่าถ้าเรียนวิชาอื่นจะไม่ได้เรียนชีวะ แต่ถ้าเรียนชีวะต้องใช้ความรู้จากหลายๆวิชา ตรงกันข้ามกับความจริงเลย แถมถ้าสามารถเข้าใจอะไรที่เข้าใจยากได้อย่างอื่นก็จะดูง่ายลง 

2006/summer

ลองเรียน British council สอบเข้าได้แค่ level 3 คนในคลาสมีปานกลางถึงห่วยมากที่สุดถึงขนาดไม่มี sense อะไรเลย (คนจบเภสัชจะไปต่อโทต่างประเทศเรียนกวดวิชาหลายที่แต่เถียงว่า “What have your hair happened?” ไม่ผิด)

เริ่มอ่านวารสารวิทยาศาสตร์ Nature กับ New Scientists และเริ่มจดบันทึกข้อมูลบทความที่น่าสนใจ

พบเรื่องที่น่าสนใจมากกว่าทุกๆโครงงานชีวะที่เจอคือกลศาสตร์ควอนตัมในสมอง โชคดีที่ได้เจอปึงในรถไฟฟ้าด้วยเลยได้ถามเกี่ยวกับ Schroedinger’s cat และคิดว่านี่แหละที่หามานาน สิ่งที่มี theoretical basis และเกี่ยวกับปริศนาในชีววิทยา เช่น consciousness ซึ่งทฤษฎีนี้ไม่จริง(=ไม่ได้รับการยอมรับกัน) ไม่เชิงว่าเพราะมีหลักฐานแย้งว่าไม่จริง (เด่นๆคือเปเปอร์ของ Max Tegmark ที่คำนวณ decoherence time ในสมอง) แต่เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่สนับสนุนทฤษฎีนี้

2006/1

เนื่องจากมีคนเคยบอกว่า “ถ้าเราตั้งใจก็ทำได้แหละ” เนื่องจากนิสัยของตัวเองที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ เทอมนี้จึง commit ทำการทดลองเป็นช่วงระยะเวลา 1 เทอมคือทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการเรียนและคะแนนดูว่าจะเป็นยังไง

search เจอ quantum evolution แต่ฟังดูพิลึกพิลั่น อันนี้ยิ่งหนัก ไม่ต้องไปอ่านมัน

พฤกษศาสตร์ครึ่งเทอมแรกแบ่งเป็นหัวข้อย่อยหลายๆ หัวข้อ แต่ก็อ่านแต่ละหัวข้อไปจนลึกมาก (ประมาณว่าเอามาใช้สอบได้ 25%) เช่นเริ่มอ่าน Snustad, Pinciple of Genetics เป็นเล่มที่อ่านแล้วถูกชะตาประกอบกับหนังสือ สอวน.เป็นไกด์ด้วย พบข้อความว่า “จากการทดลอง nucleosome เป็น discrete unit” ทำให้นึกถึงควอนตัม และสงสัยว่าจากธรรมชาติ uncertainty relation ของควอนตัม เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเห็นในภาพถ่ายระดับโมเลกุลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ

Orchem (organic chemistry) สนุกมาก และได้มีโอกาสอ่าน text ใน field ที่ใหม่สำหรับเรา เนื้อหาเยอะมาก บางทีเลยทำให้ยากไปด้วย final ทำไม่ค่อยได้แต่ก็ได้ A

midterm top botany <-อันนี้ตั้งใจ, เกือบ top lab botany, top orchem <- ไม่ตั้งใจ, microbiology ที่ 4 มั้ง <- อ่านสองวันได้แค่นี้ก็ดีแล้ว

เพราะปกติเป็นคนที่ไม่รู้จักชื่อต้นไม้ดอกไม้เลยถึงจะเห็นอยู่ทุกวันจึงมีความตั้งใจใน lab botany ครึ่งหลังมากเพราะเป็น taxonomy อ.สอนดีมากและทำให้กลายเป็นเรื่องง่ายไปเลยคือไม่ต้องอ่านรวบยอดตอน final อีกทีก็ทำได้ แต่มีส่วนที่เป็นเรื่องนิเวศวิทยาไม่รู้ทำไมมี อ.มาสอนห่วยสุดๆ ก็แค่เรื่อง r-selected, k-selected organisms, population dispersion

สุดท้ายพบว่าถึงจะตั้งใจมุ่งมั่นแค่ไหนก็ทุ่มให้วิชาที่ไม่ชอบอย่างสถิติไม่ได้อยู่ดี

2006/2

เทอมที่แล้วได้เกรด 3.89 ขึ้นมาหน่อยเป็นค่าความพยายาม

ผลการทดลองสรุปได้ผลที่ไม่ได้อยู่ในการประเมินที่ตั้งใจตอนแรกด้วยก็คือมันเกิดความรู้สึกว่าถึงจะได้เกรดสูงๆมันก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นเลย โครงงานก็ยังไม่รู้ว่าจะทำเรื่องอะไร field ไหน ไม่เจออะไรที่สนใจ ไม่รู้ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้อย่างไร

จึงค้าหาดูอีกครึ่งพบ neural network

พบความจริงที่น่าตกใจว่า theoretical biology และ biophysics (หรือแม้กระทั่ง neural network ด้านบน) ไม่ได้ต้องการดีกรีอะไรในชีวะเลย แต่ต้องการอันดับ 1 ฟิสิกส์ 2 เลข 3 เคมี (neural network ก็ computer science) ทำให้คิดจะย้ายภาค

ไปสำรวจแลบ biophysics รุ่นพี่บอกว่าถ้าใหญ่ๆก็ใช้กลศาสตร์คลาสสิคเล็กๆก็ควอนตัม ทำให้กลัวว่าควอนตัมจะเป็นแค่เทคนิคการคำนวณ

สัปดาห์ต้นๆได้ไป sit in วิชาของภาคฟิสิกส์ทั้งสัปดาห์พบว่าไม่ค้นเคยและไม่รู้เรื่องเลย จึงไม่ได้ย้ายภาคเพราะข้ามเทอมแรกมาแล้ว

สนใจ thermo กับแม่เหล็กไฟฟ้า สุดท้ายได้เข้าแต่ thermo เพราะแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ไหว

invertebrate แย่มาก อ.สอนพูดตามชีต “ถ้าอ่านเท่าครูก็รู้เหมือนครูเอง” รู้สึกคัดค้านอย่างแรงว่าถ้าอ่านเท่ากันแล้วรู้เท่ากันก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเรียนแล้วและไม่มีการพัฒนาตนเอง บางหัวข้อง่ายมากๆแต่ อ.บอกว่ายาก ต้องใช้ความเข้าใจ

biochem (biochemistry) ครึ่งแรกแนะนำ macromolecule ดีมาก แต่ผิดหวังตรงที่ไม่ได้ใช้ orchem ที่ในความคิดดูดีมีหลักการนำทางมากที่สุดแล้ว แต่ครึ่งหลังมีแต่พวก metabolism อ.ก็ห่วยหนักเข้าไปอีก หลายเรื่องก็รู้ตั้งแต่ ม.ปลายแล้วยังจำได้อยู่เลย กลายเป็นวิชาไร้ค่าไปอีกราย ดูว่ายากแต่พอสอบก็เกือบได้ top อีกแลบก็ได้ top ทั้งๆที่อ่านเฉพาะก่อนเข้าห้องสอบ

molecular biology เป็นวิชาใหม่ แต่พบว่าพันธุกรรมเราก็อ่านไปเทอมที่แล้ว ซ้ำร้าน อ.ยังบอกว่า Snustad ไว้อ่านปีสามอีก ถามเกินกว่านั้นก็ไม่ยอมตอบ

ถามอะไรก็ไม่ได้คำตอบ พูดกับ อ.ไม่รู้เรื่อง เพราะพอจะถามเรื่องที่สงสัย อ.ก็จะคิดว่าเราไม่เข้าใจพื้นฐานแล้วก็สาธยายเหมือนวิดีโอเทป เช่นเรื่อง PCR ซึ่งรู้ตั้งแต่ ม.4 แล้ว

ข้อสอบปลายภาคเรื่อง oxidation (เป็นเรื่องที่เขียนตอนปีหนึ่งเอง) ก็เป็นอะไรที่เข้าใจมาตั้งแต่ ม.5 แล้วเพราะอ่านหนังสือเอง คอนเซปต์พวก molecular genetics ซึ่งแต่เดิมตอน ม.4 ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างที่คาใจสงสัย ตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว แต่เรื่องที่เข้าใจตอน ม.4 เพื่อนๆบางคนก็ยังไม่เข้าใจกัน

ดูว่าเส้นทางที่ตัวเองเดินอยู่มันไร้ความหมายมาก

ได้นั่งคุยกับ อ.ขวัญครั้งแรกทำให้เริ่มเห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างคลาสสิคัลกับควอนตัมไม่มีชัดเจนและไม่ใช่อะไรที่เข้าใจง่าย “บ้านเรามีเศรษฐีเอาอะตอมมาเรียงกันดูใต้กล้อง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าที่เห็นมันคืออะไร” ทำให้พอใจว่ามันมีอะไรที่ท้าทายความเข้าใจในควอนตัม

อ.ขวัญและ อ.นฤมลเข้าใจว่าเราต้องการศึกษาระบบชีวะ “เริ่มจากอะไรที่มันง่ายๆ ถ้ามันไปอธิบายของยากๆได้มันก็จะสวยงามมาก” ซึ่งแม้แต้ตัวเราเองก็พูดออกมาเป็นคำพูดแบบนี้ไม่ได้ว่าเราต้องการอะไร

สอบ biophysics พบว่าเป็นชีวะ ม.ปลายกับข้อสอบฟิสิกส์ ม.ปลายมาอยู่ในกระดาษชุดเดียวกัน รอบสุดท้ายใช้ดูวิดีโอตอบคำถามเรื่องไอ้มดแดงตัดสิน บรรยายพิเศษก็เป็นแค่เรื่องเครื่องมือฟิสิกส์ในชีวะ

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to A Lost Letter

  1. Pingback: Ninnat FAQs 2011 « A Diary

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s