What I Have Learnt in Universities I

มีบุคคลหนึ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวไว้ว่าความผิดพลาดข้อใหญ่ที่สุดในการศึกษาของเขาก็คือการที่เขาไม่รู้จะเรียนอะไรแล้วผู้ปกครองของเขาแนะนำให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเพราะว่าเมื่อเขาจำเป็นต้องแข่งขันและไม่มีเวลาที่จะถามและตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ จะคิดอย่างไรกับเรื่องเล่านี้ก็แล้วแต่ เราคิดว่าในอุดมคติก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยทุกคนควรจะมีไอเดียแล้วว่าอยากเรียนอะไร เหมือนกับบอกว่าควรจะซื้อแต่ของที่รู้ว่าจะได้ใช้ แต่สภาวะสังคมและค่านิยมได้กำหนดภาพของอนาคตให้นักเรียนไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ว่าเมื่อจบมัธยมจะต้องเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเรียนเก่ง มีความคาดหวังมากก็ต้องเรียนปริญญาสูงๆขึ้นไปต่อทันทีโดยไม่หยุดเว้นช่วง สิ่งแรกที่ควรทำคือควรสลัดความคิดนี้ออกไปจากหัวก่อน จากนั้นเมื่อถึงเวลาเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาแล้ว(ปกติในระดับมัธยมเราจะไม่สามารถควบคุมปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่างๆได้มากนัก) ถ้ายังไม่รู้จะทำอะไรก็หาว่าจะทำอะไร คือถ้ายังไม่รู้ก็หา ถ้าไม่หาแล้วหวังว่าเรียนจบแล้วจะรู้เองมันไม่รู้หรอก หรือหวังว่าเรียนหนักจบแล้วจะสบายขึ้นมันไม่สบายขึ้นหรอก ถ้าไม่จำเป็นจะต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องเรียน พูดถึงเป้าหมายแล้วต้องระลึกเอาไว้คือเป้าหมายนั้นขึ้นอยู่กับโอกาส: สถานที่, เวลา, และสิ่งแวดล้อม (โชคนั่นเอง) ไม่ใช่อะไรที่จะกำหนดได้แน่นอนตั้งแต่ต้น มันเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาและอัพเดทอยู่เรื่อยๆ มนุษย์เกิดมาโดยปราศจากจุดหมาย แต่เราสามารถสร้างเป้าหมายชั่วคราวขึ้นมาเองได้ ตอนเด็กๆเป้าหมายชั่วคราวเป็นอะไรที่เรามองไม่เห็น เราเห็นแต่คนเกิด เรียน ทำงาน ตาย ทำให้สงสัยว่าจะเรียนไปทำไม แต่จริงๆแล้ว “the angel is in the detail” มันมีอะไรอีกเยอะแยะที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นสายกับปลายทางของชีวิตแต่อยู่กับว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร

เวลาเรียนแล้วมีหนังสือมีชีต(ในกรณีของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์)อะไรเยอะแยะ เราอาจจะจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขียนในกระดาษหนาเป็นปึกๆนี่คือสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจให้ได้เป็น last word ของวิชานั้นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริงเลย จากประสบการณ์ 4-6 ปีที่ผ่านมาเราพบว่าเนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องรอง มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ให้โอกาสเราได้พบปะกับคนที่มีความสนใจเดียวกัน(ถึงแม้บางทีอาจจะมีแค่อาจารย์ที่มีความสนใจเดียวกัน) ในสังคมศาสตร์มีข้อคิดเห็นว่าบทสนทนาที่ดูไม่มีความหมายอะไร (restatement of the obvious) เช่น “อากาศดีนะ” ช่วยทำให้เราเชื่อมั่นในความเป็นจริงของโลกที่เราอาศัยอยู่1 เราเชื่อว่าบางครั้งการเรียนก็ไม่ต่างกันนัก อย่างเราคงไม่เชื่อในตรรกะทางคณิตศาสตร์ถึงเพียงนี้ถ้าไม่ได้มีอาจารย์มาอธิบายเนื้อหาในหนังสือให้ฟังและย้ำว่า “นี่คือผลสรุปที่ได้ออกมา มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้”

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งสำหรับเราคือการเปิดใจให้กว้าง อย่างที่บอกไปว่าเนื้อหาวิชาที่เรียนที่สอบเป็นเรื่องรอง นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนทุกๆวิชาที่อยากเรียน และในความเป็นจริงมันทำอย่างนั้นไม่ได้ด้วย! แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆหากเราเปิดกว้างแล้วจะเห็นว่าเราเข้าใจและสนใจอะไรหลายๆอย่างได้มากขึ้นและก็มีคนอื่นที่มีความสนใจที่หลากหลายเหมือนกัน เพียงแต่เราอาจจะหาไม่เจอเพราะหาไม่ถูกวิธี สำหรับเราจะหาให้ถูกวิธีได้ก็ต่อเมื่อรู้จักตัวเองและรู้จักที่จะสื่อสารกับคนอื่นดีพอ

ตอนต่อไปจะเป็นประสบการณ์การการเดินชนนู่นชนนี่ไปมาจนกระทั่งได้มาอยู่ในเส้นทางที่อยู่ในปัจจุบันนี้ การเรียนรู้ความต้องการของตนเองและการบอกให้ผู้อื่นทราบถึงความต้องการนั้นๆ

1. Peter Berger and Thomas Luckmann, The Social Construction of Reality.

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to What I Have Learnt in Universities I

  1. ปึง says:

    เห็นด้วยว่าสังคมสมัยนี้บีบคั้นมาก ทุกคนถูกคาดหวังว่าจะเรียนขึ้นไปเรื่อยๆจนสุดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยที่คนไม่นิยมหยุดเรียนเป็นเวลาสั้นๆ ไปหาประสบการณ์แล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ เราเองก็พึ่งจะตัดสินใจแหวกความคาดหวังทางสังคมด้วยการหยุดเรียนหนึ่งปีหลังจบป.โท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s