เป้าหมายของพุทธ

    เมื่อครั้งที่เรานั่งสมาธิที่สวนโมกข์แล้วทำให้เห็นว่าปัญหาในชีวิตนี่เราสร้างมันเองขึ้นมาทั้งนั้น มันรู้สึกเหมือนถูกล้างสมองนะ คือจะแปลเป็นความหมายที่ดีคือล้างให้สะอาดก็ได้แต่ความหมายปกติของมันคือล้างแล้วใส่อะไรเข้าไปแทนที่ด้วยและมักจะมี”ผู้ล้าง”เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่จริงๆแล้วปัญญาที่เกิดจากสติเนี่ย มันไม่ได้มาจากความคิดเพราะฉะนั้นจึงไม่มี “mastermind” ที่ไหนมายัดเยียดมุมมองความคิดใส่หัวของเราหรอก

    ถึงกระนั้นก็ตามหากจะอธิบายว่าทำไมพุทธ(ในความคิดเราคือเถรวาทและเซน)จึง”น่าสนใจ”กว่าศาสนาประเภทอื่นๆ ก็เพราะพุทธทำให้เห็นความจริงนะ ไม่ได้ใช้ความหวังและความเชื่อ แต่คำอธิบายนี้ลองไปพูดกับใครก็ตามเถอะ มันฟังดูแย่มากเลย อะไรคือความจริง? แม้ว่าผู้พูดจะไม่ได้คิดอะไรเลยแต่คำว่า”ความจริง”มีความหมายที่ค่อนข้างเฉพาะขึ้นอยุ่กับตัวผู้พูดและไม่ได้ครอบคลุมสิ่งที่เป็นไปทั้งหมด คำพูดไม่สามารถเป็นเครื่องมือทั้งหมดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ การ”พิสูจน์ได้”ด้วยการตั้งระบบความคิดขึ้นมา คือนิยามสิ่งต่างๆว่าเป็นอย่างนี้ๆ ก็ไม่เทียบเท่ากับความจริง (จึงทำให้ปรัชญา logical positivism ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่นักปรัชญาในเวลาต่อมา) การที่เราจะหวังให้”ความจริง”ซึ่งก้าวข้ามการมองของคู่ เช่น ดี ชั่ว นอก ใน เกินสองก็นับว่าเป็นของคู่ได้ เพราะจะยอมให้เราคิดถึงนิเสธของมันได้  ก็คงจะหวังมากไปหน่อย เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายของผู้ที่น้อมรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาใช้ก็คือการไม่ติดอยู่กับระบบความคิดเกี่ยวกับ”ทุกข์” คนจำนวนมากมีชีวิตอยู่โดยไม่เข้าใจความทุกข์ว่าหลายๆอย่างที่เราไปนับว่าเป็นสุขนั้นที่จริงแล้วเป็นทุกข์ หรือไปคิดว่าความทุกข์ความสุขนี้มันบังคับกันได้ คือมันมีความเป็นอัตตาตัวตน เมื่อเรารู้แล้วเท่านั้นจึงจะหลุดออกมาจากระบบได้ เหมือนการคิดนอกกรอบต้องรู้จักกรอบก่อน อีกตัวอย่างคือการพิสูจน์อะไรใน formal system เรามักจะต้องถอยออกมาใช้เหตุผลนอก formal system เช่น การเดาสุ่ม การคาดการความเป็นไปได้-ไม่ได้ การหาตัวอย่างแย้ง ในนิกายเซนถ้าเคยอ่านนิดๆหน่อยๆก็อาจจะไปเจอกับคำถามเช่น “เสียงตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร” ที่เขาเรียกว่าโกอัน (kōan) ก็มีเพื่อให้หลุดออกจากกรงขังของระบบความคิด ความเชื่อ มุมมองต่อโลกอย่างที่เคยเป็นไปโดยไม่รู้ตัว

    ที่คิดมาทั้งหมดก็เพื่อให้มีเกิดภาพความคิดในหัวตัวเองว่าพุทธควรจะเป็นอย่างนี้ๆ คือเป็นไกด์ เหมือนอ่านหนังสือนำเที่ยว แต่ความคิดนี้ไม่สามารถช่วยให้บรรลุธรรมได้โดยตรงหรอกคือไม่เหมือนเที่ยวเอง เซนเองแม้จะมีการ”ฉีกคัมภีร์”เพราะการอ่านไม่สามารถทำให้มองเห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริงได้ แต่พระนิกายเซนก็ผลิดงานเขียนและบันทึกคำสอนออกมามากมายเพราะมันก็เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์มากเมื่อนำมาใช้อย่างเหมาะสม ประโยชน์ของการที่มีไกด์ก็คือเพื่อจะบอกได้ว่าอะไรที่ไม่ใช่พุทธ อย่างธรรมกายนั้นสอนให้ทุกอย่างมีอัตตา “ระบบ”นรก-สวรรค์ บาป-บุญมีจริง จากไกด์นี้เราก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะแสวงหาและรับเข้ามา ประโยชน์อีกอันก็คือจะเห็นว่าพุทธไม่ใช่เรื่องของกาย อย่างทางสายกลางนี่ไม่ใช่เรื่องของกาย ความสุดโต่ง(ไปยึดของคู่ว่ามีตัวตน)ไม่ใช่เรื่องของกาย เป็นเรื่องของจิต, ความคิด นอกจากนี้ก็จะเห็นว่าพุทธไม่ใช่ทุกอย่าง ปัญหาในระบบต่างๆก็มีวิธีการต่อกรกับมันของมันเอง พุทธไม่สามารถช่วยโดยตรงได้แต่จะช่วยโดยอ้อมโดยทำให้เราใช้ระบบเหล่านี้อย่างมีความสุข ระบบความคิดและปัญหาต่างๆในระบบนั้นซึ่งมาจากจินตนาการและเงื่อนไขของมนุษย์เองนั้น(เช่น เงื่อนไขว่าเราควรจะหาวิธีการเอาชนะปัญหามากกว่าหาวิธีแพ้)เรียกรวมๆได้ว่า”โลก” พุทธทำให้เราอยู่บนโลกแต่ไม่ได้อยู่ในโลกได้ คืออยู่เหนือโลกนั่นเอง

    พูดไปถึงแต่เรื่องการเห็นตวามความเป็นจริง สำหรับคนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับพุทธ อันนี้เขาเรียกว่าวิปัสสนา การ”ปฏิบัติธรรม”มีอีกอย่างคือสมถะ เพื่อให้มีสมาธิ วิธีที่แพร่หลายเพราะข้อดีต่างๆของมันก็คืออานาปานสติหรือการตามลมหายใจนั่นเองเพราะเรามีลมหายใจอยู่ตลอดเวลาที่รู้สึกตัวอยู่แล้ว ทั้งคู่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ อย่างเราได้รับการสอนมาแต่สมถะตอนที่ไปสวนโมกข์ซึ่งคล้ายๆจะให้เป็นการปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับคนทั่วไป คอร์สสั้นๆ จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมของท่านพุทธทาสก็คือนั่งสมาธิดูกายนะ นี่คงเป็นการนั่งสมาธิที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันด้วย แต่การเรียนวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์รู้สึกว่าไม่เหมือนกับ”คนทั่วไป”อย่างที่คนส่วนใหญ่นึกถึงสักเท่าไร คือต้องใช้ความคิดทั้งในเวลานอกเวลาเรียน คราวนี้พอพยายามจำกัดล้อมรั้วเวลาเพื่อแบ่งมานั่งสมาธิ ดูกายๆ มันก็จะเกิดไปบังคับได้ง่าย ส่วนที่มาช่วยได้คือวิปัสสนา “ดูจิต”ของหลวงพ่อปราโมทย์ก็คือการวิปัสสนาแบบ real time ไปเลย การจะบอกคร่าวๆได้ว่าอะไรคือสมถะอะไรคือวิปัสสนาอาจก็ด้วยคำที่ว่า

“สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” หลวงพ่อพุทธ

ความจงใจก็เป็นการบีบเค้น การตกอยู่ในความคิดก็เป็นการบีบเค้น หลายๆคนคงจะประสบและจำได้กับความไม่สบายที่เกิดจากทั้งสองอย่างนี่ได้ เราคนหนึ่งล่ะก็จำได้ จำได้แปลว่าพอมันมาก็ทักทาย อ้าว! มาอีกแล้ว จังหวะที่ไม่มีสองอย่างนี้แล้วนะมันสบาย แล้วข้อแนะนำในการปฏิบัติธรรมนำไปใช้กับการทำงาน, การเรียน, การเล่นให้”ประสบความสำเร็จ”ได้เลย คือประสบสำเร็จอยู่ทุกชั่วขณะ มันจะสะท้อนกันทันที เช่น ทำงานต้องมีความสุข-ปฏิบัติธรรมต้องมีความสุข (จาก ประมวลธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช)

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Dhamma. Bookmark the permalink.

One Response to เป้าหมายของพุทธ

  1. Pingback: Fall ’10 Wrap-Up Part I « A Diary

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s