ความรู้

    มีเรื่องหนึ่งในบทความ “ณ จุดเริ่มต้นของการเดินทาง… ในชั้นเรียน “EETP08” ของเพ็ญที่ทำให้เราต้องใช้ความคิดพอสมควร เรื่องนั้นก็คือการให้เขียนถึง “คำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตช่วงนี้” ถ้าเราต้องตอบ เราไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร อย่างแรกคือเราไม่มีปัญหาสำคัญที่สุดในชีวิต แต่มันถามแค่ว่า ชีวิตช่วงนี้ ผลของการคิดเรื่องนี้ก็คือได้เรื่องยาวๆมาสาธยายให้คนอ่านอ่านเรื่องหนึ่ง

    เมื่อวานแปลกใจที่ได้อ่านบทความของ Michael Nielsen (ผู้เขียนหนังสือ Quantum Computation and Quantum Information) “Extreme Thinking” ที่งานประชุม “Tough Learning” ที่เราขอเรียกว่าเรียนรู้เต็มสตีม(หรือเรียนรู้อย่างทรหด) เมื่อหลายปีมาแล้วเพราะอย่างน้อยสองข้อในสามที่ Nielsen พูดเกี่ยวกับเรื่องที่คิดอยู่

I. คิดว่าตัวเองเพิ่งได้ก้าวขึ้นบันไดของความเป็นตัวของตัวเอง(ในทางวิชาชีพ แต่ก็ไม่ใช่แค่ทางวิชาชีพเสียทีเดียว เดี๋ยวจะพูดถึงว่าหมายความว่าอย่างไร)มาอีกขั้น ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ Buzz และ Facebook ไว้ว่า

เรื่องเรียนต่อที่ดีๆนี่ทำให้คิดมาก กิเลสหนามาหลายวัน ทั้งๆที่เส้นทางเดินทั้งทางวิชาชีพและความเป็นมนุษย์มันก็เลี้ยวกลับไปมาได้ตลอด หรืออาจจะจบก่อนเวลาอันควรก็ได้

 ก็คือผ่านสภาพอารมณ์ที่ไม่ปกติสุขมา แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังปลดภาระของการตอบ “คำถามที่เราไม่ได้ถาม” ไปได้อีกส่วน การตอบคำถามที่ไม่ได้ถาม คือการศึกษาวิธีตอบโจทย์ที่ที่จริงเราไม่ได้เห็นความสำคัญของมัน(ในขณะนั้นๆ) เป็นภัยอันตรายที่พบได้มากในสถานที่ที่เรียกว่าห้องเรียน มันเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ต้องอาศัยการหมั่นเอาใจใส่ไปเรื่อยๆในตลอดชั่วชีวิตเพราะคำถามที่ไม่ได้ถามกับคำถามที่ถามมันไม่มีเส้นขีดแบ่งชัดเจนได้ ในกรณีที่เพิ่งผ่านมานั้นของเราก็คือ เวลาที่เราเรียนฟิสิกส์ปริญญาตรีเราจะตั้งเป้าความเข้าใจไปถึงฟิสิกส์ปริญญาโท-เอกเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ควรคิดถึง และคาดว่าหลายๆคนก็คิดแบบนี้ “อยู่ขั้นที่ n แล้วยังเข้าใจวิชาไม่สมกับที่ควรเข้าใจจากขั้นที่ n-1,n-2,… เลย” เช่น สตาร์ท ซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไรแต่เราก็นับถือและถือเป็นแม่แบบสำคัญในเรื่องบางเรื่องให้แก่เรา ยกเว้นการร้องเพลง) แต่เมื่อมีความเป็นไปได้ที่จะเสริมเติมความรู้ในสาขาอื่นอย่างจริงจังด้วย(คณิตศาสตร์ประยุกต์) เราก็แบกมันไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องเดี่ยวกับกฎข้อที่หนึ่งในการเรียนรู้อย่างเต็มสตีมของ Nielsen ซึ่งแตกออกมาได้เป็นสามขั้นตอน

  • The first is development of a common understanding with a large group of people, people with whom one is later able to feel a common sense of community.  This is the focus of most educational institutions, from kindergarten through undergraduate degrees.
  • The second is development of abilities which are not common to your community, and which eventually give you the ability to make a unique contribution to your community.
  • The third is making a creative contribution to your community, to something larger than yourself.

• หนึ่ง ศึกษาหาความรู้พื้นฐานเพื่อจะได้สื่อสารกับคนอื่นได้ นี่เป็นจุดมุ่งหมายหลักของห้องเรียน นี่เป็นเรื่องที่มองเห็นได้ง่ายและเราเห็นมานานแล้ว1

• สอง พัฒนาความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองเพื่อที่จะให้อะไรใหม่ๆกับวิชาชีพของตนได้

• สาม ทำอะไรให้สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าชีวิตของตัวเอง Nielsen ยกตัวอย่างการไปเป็นพยาบาลคนชรา(ที่สัมผัสชีวิตมามากกว่าเราหลายเท่า)ใกล้เสียชีวิต

Nielsen สังเกตว่าสิ่งที่คนเราและตัวเขาเองมักทำผิดพลาดก็คือข้ามข้อสองไปคิดถึงข้อสามเลย หากเราไม่เป็นตัวของเราเองแล้วเราจะรู้จุดยืนและสิ่งที่ควรทำได้อย่างไร ฟังดูเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ไม่ยาก เราก็ตระหนักในข้อสอง หลายๆคนก็ตระหนักในข้อสอง แต่เมื่อตระหนักแล้วจะทำอย่างไรก็อย่างที่บอกข้างต้นแล้วว่าวิธีการขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่ต้องเจอในชีวิตขณะนั้นๆ ถ้าคนอื่นเห็นว่าการที่เราแหวกจากชีวะเดี่ยวๆมาให้ความสนใจกับหลายสาขามันแปลกมาก ประมาณว่า เริ่มคิดได้อย่างไร ซึ่งเราก็ยอมรับว่าเราไม่เข้าใจว่าจะไม่คิดได้อย่างไร แต่จากประสบการณ์เรา คนส่วนมากถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก จะขอบอกว่ามันง่าย ง่ายมากที่จะพูดกับตัวเองว่า จะรับไอเดียจากศาสตร์ต่างๆและไม่ทอดทิ้งอะไรเพียงเพราะว่าเราไม่รู้จักมัน ตอนที่เราลาออกมาเรียนฟิสิกส์ก็แค่ประมาณนั้นแหละ แต่เมื่อเราตัดสินใจว่าจะเปิดกว้างต่อไอเดียอย่างจริงจังและพิสูจน์ต่อคนอื่นได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องอุตสาหะมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่าเพราะเราไม่ใช่แค่หยิบจับเอาสิ่งที่ได้อ่านได้ฟังผ่านๆมาพูด เหมือนเอามาเพื่อบทสนทนาในผับบาร์อีกแล้ว(ถ้าของไทยต้องเป็นตลาด)

ที่ว่าต้องพิสูจน์ได้เพราะอาจารย์ Noah Linden ย้ำแล้วย้ำอีกว่าสิ่งเดี่ยวที่เขาต้องถ้าจะทำงานกับเขาคือความสามารถในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมได้ ซึ่งคำพูดนี้ไม่ได้บอกอะไรใหม่ๆให้กับเราเลยเพราะเหมือนหลายๆคน การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ แต่คำพูดนี้ได้ทลายกำแพงของ “คำถามที่เราไม่ได้ถาม” ที่เราก่อขึ้นเมื่อปีสองปีที่แล้วและบอกว่า เหตุปัจจัยตอนนี้พร้อมแล้วที่เราจะลองมั่นใจในตัวเองในด้านนี้และปล่อยวาง”ฟิสิกส์ที่นักฟิสิกส์ต้องรู้”และ”คณิตศาสตร์ที่นักคณิตศาสตร์ต้องรู้”หรือโดยทั่วๆไปก็คือ “สิ่งที่นัก…ต้องรู้” ลงเสียที ยกตัวอย่างเช่น เราไม่ชอบ mathematical methods สำหรับฟิสิกส์เลย โดยเฉพาะสมการอนุพันธ์นี่เราไม่เคยรู้สักทีว่าอะไรที่ต้องรู้บ้าง (นี่ไม่ใช่การถ่อมตัวเพราะพอโจทย์เป็นสมการอนุพันธ์แล้วอาจารย์ยัด Ansatz ทีไรเราก็งงทุกที) เราอยากเข้าใจมันในเชิงระบบทางพลวัตร(dynamical systems)มากกว่า แต่ถ้าทำอย่างนั้นจะต้องเข้าใจ linear map จากพีชคณิตเชิงเส้นเป็นอย่างดี แล้วก็ต้องเข้าใจแคลคูลัสในมิติสูงขึ้นไป(เช่นมากกว่าสาม) หลังจากนั้นก็เข้าใจคอนเซปต์ของความต่อเนื่อง(continuity) จาก topology แล้วก็นิยาม manifold สุดท้ายจึงจะสามารถเข้าใจได้ว่าสมการอนุพันธ์ที่ได้มานั้นมีคำตอบหรือไม่ และทั้งหมดที่พูดมา นักเรียนภาคคณิตศาสตร์ในอเมริกาจะได้เรียนครบก็เมื่อกำลังเรียนโท-เอกเท่านั้น! ที่เรายกตัวอย่างนี่เพราะเราเห็นว่าสมการอนุพันธ์เป็นคณิตศาสตร์ที่มีความแตกต่างระหว่างระดับ”ล่าง”ที่นักฟิสิกส์,วิศวะ,เคมีชีวะเรียนในปีแรกๆกับระดับ”บน”ที่เราร่างมากที่สุด และเราก็ยังไม่ได้เข้าใกล้จุดหมายนี้เลยสักนิด(ตอนนี้อยู่ที่ linear algebra)  แต่ถ้าคิดว่าตัวเองจะเป็นนักคณิตศาสตร์ มันก็จะมีภาระจากฟากคณิตศาสตร์มาอีก ว่าถ้าเป็นนักคณิตศาสตร์ทำไมไม่รู้ทฤษฎีจำนวน? ทำไมไม่คิดจะรู้ functional analysis? เป็นต้น

II. และแล้วก็มาถึงว่าอะไรคือคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตช่วงนี้ “ทำอย่างไรจึงจะแบ่งปันแนวคิดซึ่งกันและกันกับคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด?” เราคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือเรียนๆเรื่องที่เราสนใจ เราสามารถทำให้มันมีคุณค่ามากกว่าน้้นได้คือสร้างองค์ความรู้แบบ collective ยิ่งเรียนสูงขึ้นเราก็ยิ่งสื่อสารกันได้ยากขึ้นและเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ตรงนี้ปัญหาที่ Nielsen ประสบพบเจอจากการลองปฏิบัติตามกฎข้อที่สาม “เปลี่ยนบทบาทตนเองเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม” คือไม่สามารถสร้างและคงสภาพชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงหลายปีแรก คือเขาจัดการสอนให้กับกลุ่มคนในหัวข้อที่เขาต้องการจะเรียนรู้เองแต่การทำให้กลุ่มเกิด commitment ในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย ตรงนี้ทำให้ฉุกคิดถึงกลุ่ม”วิชาการ”ตอนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลว่าถ้าตอนนั้นพวกเราไม่ได้รวมกลุ่มกันเพื่อจะสอน(คือเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นครู) จะมีการสนทนาอย่างสนุกสนานและมีสาระเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นหรือไม่

เราต้องขอสารภาพว่าเราอยากให้คนอื่นสอนเกี่ยวกับเรื่องที่เขาคิดว่าน่าสนใจในสาขาแต่ละสาขา และเป็นการตอบแทนเราก็ต้องสอนเรื่องของเราแบบซื่อสัตย์ด้วยคือไม่ใช้คำอธิบายที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าต้องรู้ทุกอย่างก่อนจะสอน คุณค่าของการสอนเพื่อทำให้รู้มากขึ้นก็จะเป็นศูนย์ เราว่าการสอนกันเองเป็น “a unique contribution to your community” ที่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่ ไม่รู้สิ อาจจะเป็นแค่ความคิดที่ง่ายๆอ่อนหัดก็ได้

เราอยากเขียนอะไรให้คนไทย(โดยเฉพาะรุ่นน้องๆ)อ่านเกี่ยวกับมุมมองของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แบบ interdisciplinary ทำไมต้องเป็น interdisciplinary? ก็เพราะว่ามีคนจำนวนมาก(จริงๆ)ที่ไม่เคยรู้สึกว่าแต่ละสาขามันเกี่ยวข้องกันได้และเราก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะมองเห็นตรงนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพียงเพราะว่าแทบไม่มีใครเคยบอกเราเลย เราอยากจะสร้างทางลัดให้คนอื่นๆ2

———————————-

1. เพราะฉะนั้นคนที่มีเป้าหมายของการเรียนเพียงเพื่อที่จะเข้าใจคำสอนอาจารย์ของอาจารย์ไม่ได้อะไรจากการเรียนเลย คำว่าไม่ได้อะไรจากการเรียนคือการที่มี work/life compartmentalization การแบ่งแยกชีวิตกับงาน ซึ่งสำหรับเราเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเมื่อไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นในตัวเราเอง เช่น เมื่อเราเห็นว่าสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราทำมันไม่ได้ให้คุณค่ากับตัวเขาจริงๆ เราก็ต้องปฏิเสธ ถ้าเราซื่อสัตย์ ในการเรียนเมื่อเราเห็นว่าสิ่งที่อาจารย์เสียแรงมานั่งสอนไม่สามารถสร้างอะไรที่มีคุณค่ากับเขาได้ เราก็ต้องถอน,ลาออก อีกตัวอย่างคือการที่เราพยายามคิดถึงพุทธในเชิงวิเคราะห์ เพราะพุทธให้อะไรกับชีวิตเรามากมายมหาศาล หากละเลยการเผยแผ่พุทธเพียงเพราะว่าเรากำลังคุยเรื่องวิทยาศาสตร์กับนักวิทยาศาสตร์ก็เหมือนไม่เห็นเพื่อนนักวิทยาศาสตร์เป็นคนคนหนึ่ง

2. จะเห็นได้ว่าตอนนี้เราอู้มาก นึกย้อนไปเมื่อมาเรียนฟิสิกส์เทอมแรก ทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ มีต้องนอนดึกตื่นเช้า ทำแต่งาน ทำไมตอนนี้ถึงทำแบบนั้นไม่ได้บ้างจะได้เรียกว่าใช้เวลาในการทำงานอย่างเต็มที่? เราว่าเพราะเมื่อเรารู้มากขึ้นเราจะรับงานที่คนอื่นสั่งน้อยลง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่น่าจะเรียนต่อในอังกฤษเพราะจะได้ทำงานเลยไม่ต้องเรียนอีกมากมาย

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to ความรู้

  1. Pingback: Theory Talks « A Diary

  2. Pingback: I Wanna be the Quantum Guy: Origin | A Diary

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s