หลังสอบ

    ก่อนเปิดเทอมปีใหม่ก็ฉลองไปด้วยการสอบวิชาปีสองสองตัวคือจักรวาลวิทยากับความน่าจะเป็น,สถิติ+แคลคูลัสของเวกเตอร์ ทำให้รู้ว่าการไม่ยอมทำการบ้าน(ที่ไม่ต้องส่ง)ให้เสร็จนี่ทำให้การเตรียมสอบภายในสองสามวันก่อนสอบยากลำบากพอสมควร ความแตกต่างของ UOB (Bristol) จาก UO (บางข้อก็คงเรียกได้ว่าเป็นความแตกต่างของอังกฤษกับอเมริกา บางข้อก็แน่นอนว่าไม่ใช่)คือ

• เฉลี่ยจำนวนวิชาฟิสิกส์ต่อหนึ่งหน่วยเวลา UO 2 (ที่เหลือเฉลี่ยสองวิชาเลือกได้อิสระ). UOB 4. มหิดล 5. ไทยเป็นที่แห่งเดียวที่มีการสอนสามชั่วโมงติดต่อกัน มันจะมีเวลาให้คิดมั๊ยเนี่ย

• วิชาเรียนบังคับ บังคับเลือกนิดหน่อย ไม่เท่ากับไทย ไทยคือบังคับไปเลย แต่ที่นี่ภาควิชาใหญ่มีตัวเลือกเยอะ แต่ตารางเรียนแต่ละภาควิชาเป็นคนจัดเองจึงชนกันและไม่สามารถเลือกวิชาภาคอื่นได้อิสระนัก มันจะมีหลักสูตรพวกคณิตศาสตร์+ฟิสิกส์ ฟิสิกส์+ปรัชญา แต่วิชาก็จะบังคับเช่นกัน สำหรับคนที่ไม่รู้หรือลืมไปแล้วว่าระบบอเมริกาเป็นอย่างไร ในอเมริกาอยากเรียนอะไรก็เรียนไป พอได้วิชาครบเป็นเมเจอร์อะไรสักอย่างก็ไปยื่นจบ ถ้าคิดในแบบหนึ่งก่อนเข้ามาตอนแรกมันรู้ไม่ได้หรอกว่าอยากเรียนอะไร ก็ให้เขาบังคับให้เรียนจะได้ได้สิ่งที่มหาวิทยาลัยเห็นว่าดีที่สุด แต่สำหรับเรา เพราะว่าไม่รู้จะเรียนอะไรน่ะแหละ ถึงควรจะอยู่ในที่ที่มีตัวเลือกเยอะๆ จะได้ไม่ต้องลอยตามกระแสสังคม แต่ถ้าสมมติว่ามาเรียนที่อังกฤษตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องยึดมั่นว่าต้องว่ายทวนน้ำ

    ภาควิชาคณิตศาสตร์ของที่นี่มีวิชาให้เลือกเยอะมากโดยเฉพาะปีสามซึ่งเทียบเท่าปีสุดท้ายของปริญญาตรี มันมีฟิสิกส์แบบคณิตศาสตร์ด้วยคือเรียนพวก Lagrangian กันตั้งแต่ปีสอง แล้วปีสี่(ปริญญาโท)ก็จะเลือกวิชาอย่าง quantum chaos ได้

• การที่เรียนวิชาบังคับมีผลต่อเนื่องคืออาจจะต้องเรียนเก้าโมงเช้าทุกวัน การเข้าไปนั่งในห้องเรียนตอนเก้าโมงเช้าทุกวันมันไม่ยาก แต่การทำแบบนั้นแล้วยังสามารถอ่านหนังสือ ทำงาน ทำสมาธิ ทำธุระอื่นๆ ในเวลาที่สะดวกได้เสมอมันยาก

• ส่วนฟิสิกส์ แตกต่างจาก UO ที่จะมีแต่วิชาทฤษฎีพื้นฐานเช่นกลศาสตร์ แม่เหล็กไฟฟ้า ควอนตัม แต่ที่นี่ตั้งแต่ปีสองจะมีวิชาพวกนิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค(ที่นี่ไม่ต้องเรียนเคมี) คือสอนให้คำนวณ cross section กันแบบงงๆตั้งแต่ปีสอง เรียกได้ว่าเอาให้ phenomenology ซึมเข้าไปในสายเลือดเลยทีเดียว สำหรับคนที่ไม่ได้สนใจอะไรเรื่องนี้มากมายอย่างเรามันออกไปทางน่ารำคาญมากกว่าที่ถูกสั่งให้ทำอะไรโดยไม่มีความเข้าใจขั้นพื้นฐาน วิชา solid states (บังคับสำหรับนักเรียนทุกคนที่นี่)ปีสามก็ยังเหมือนเข้าไปนั่งเล่นในห้องเฉยๆเพราะเขาไม่สอนทฤษฎีกรุ๊ปและไม่ใช้ควอนตัมจริงจัง (คือเขาตาม Kittel แต่เราอ่าน Ashcroft Mermin) ซึ่งตามหลักสูตรเขาก็สมเหตุสมผลเพราะนักเรียนเพิ่งเรียนควอนตัมมาครึ่งปีในปีสอง และกำลังเรียนควอนตัมอีกครึ่งปีในปีสาม รวม 24 สัปดาห์ แต่ที่ UO เรียนรวดเดียว 30 สัปดาห์เลย  แต่ในอีกแง่หนึ่งการมีวิชาเยอะก็ทำให้ได้เปิดหูเปิดตา

• การที่ไม่มีการบ้าน และโจทย์ที่แจกสำหรับคาบทำโจทย์ซึ่งกระปริดกระปรอย (มันสะกดยังไงไอ้คำนี้) เพราะประมาณสองสัปดาห์ทีถึงจะมาคาบนึงทำให้ตั้งใจเรียนยาก คือมันจะมีคาบทำโจทย์ทุกสัปดาห์อยู่แล้ว แล้ววิชาต่างๆจะเวียนเทียนสลับกันมาเรื่อยๆ ที่ว่าตั้งใจเรียนยากนี่คือไม่รู้จะทำอะไร ตอนวิชาเริ่มแรกๆ อ่านเลกเชอร์ก็ไม่รู้ว่าควรจะเข้าใจอะไรดี พอผ่านช่วงเวลาว่างอย่างปิดคริสต์มาสแล้วจึงพอจะเห็นภาพรวมบ้าง ตอนเปิดเทอมมาว่างมากเพราะมีแค่สองวิชา คือวิชาที่เพิ่งสอบไปน่ะแหละ แต่ตามไม่ทันอยู่ดีเพราะพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องตอนต้นๆจนไม่ไปถึงไหนสักที ต้องสักวันสองก่อนสอบจึงจะอาศัยจำๆไปสอบได้โดยไม่คิดมาก เพราะเขาจะมีข้อสอบเก่าออนไลน์ไว้ บางวิชาก็จะเห็นว่าใช้ความจำเป็นส่วนมากเพราะโจทย์ไม่เปลี่ยนแปลงมากในแต่ละปี

• การที่มีเวลาว่าง(อู้)เยอะก็ทำให้สามารสรุปเรียบเรียงเนื้อหาได้ ซึ่งเป็นอะไรที่มีประโยชน์มากอย่างที่ Terence Tao เขียนในบล็อกเขา

    สรุปแล้วถ้าให้เราเลือก… ขอเลือกเป็นนินนาทนี่แหละ อยู่อเมริกาแล้วดอดมาเรียนอังกฤษแป๊บนึง (ถ้าต้องเลือกจริงๆขอเรียนอเมริกา ยูจีนสิ่งแวดล้อมดี เงียบสงบ เมเจอร์ฟิสิกส์ไม่เยอะ ใกล้ชิดกับอาจารย์ดี)

หมายเหตุ: นอกจากอังกฤษกับอเมริกา ที่เด็กไทยได้ยินกันบ่อยๆแล้ว แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างและข้อดีข้อเสียต่างกันไปอีก และแน่นอนว่าแต่ละสาขาวิชาก็แตกต่างกันไปด้วย มีเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเยอรมันที่บอกว่าในเยอรมันนักเรียนฟิสิกส์ปริญญาตรี(อย่างน้อยก็ทฤษฎีมั้ง)เรียนคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ครึ่งๆเลย ที่สำคัญเคยได้ยินว่ากลศาสตร์ปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเยอรมันใช้ Scheck ซึ่งสอน Lagrangian, Hamiltonian, differential geometry ไปด้วย อเมริกาดูเบาๆแต่ถ้าเข้าพวก institute of technology หรือ Ivy league ก็จะเข้มข้นกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไปเยอะ เราจำไม่ได้แล้วว่ามันมีแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยเป็น liberal art เป็น institute of technology หรืออย่างไรนี่แหละ

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

5 Responses to หลังสอบ

  1. Pichet says:

    อืม ที่แท้มันเป็นที่ตัวระบบนี่เอง เพราะรู้สึกว่าเราเพิ่งจะเริ่มเข้าใจระบบอังกฤษตอน ป.โท

    ตอนนั้นยังติดว่ารู้อะไรต้องรู้ให้ลึก เลยไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนเพราะอังกฤษสอนแบบกว้างๆ แล้วค่อยๆ เจาะ ไม่เน้นคณิตศาสตร์

    แต่พอเริ่มแอบไปทำวิจัยตอนปี ๒ อาจารย์สอนว่าให้มองภาพให้กว้างๆ จริงๆ ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอะไร ยังติดนิสัยเดิมอยู่

    พอขึ้น ป.โท ได้ทำโปรเจกต์จริงๆ จังๆ เจอทฤษฎีสตริงซึ่งมีเนื้อหาเยอะมาก การจะเจาะทุกเรื่องที่อาจารย์สั่งให้อ่านมันเป็นไปไม่ได้เลย

    เลยเริ่มรู้สึกเสียใจว่าน่าจะซึมซับการเรียนในระบบอังกฤษให้มากกว่านี้

    จริงๆ อันนี้อาจเป็นแนวการทำงานวิจัยแบบอังกฤษก็ได้นะ เค้าเลยสอนเด็กๆ กันแบบนี้ แต่ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเราจบจากอเมริกานะ

  2. truecrimson says:

    ที่นายว่าน่าจะซึมซับมากกว่านี้นี่ยังไงเหรอ

    เราเดาว่ามันหมายถึงการเรียนรู้แบบ “contemplate”
    สำหรับเรามีการเรียนรู้สองโหมดคือ contemplate กับ calculate ปกติ calculate คือ working knowledge แบบทำโจทย์ปัญหาได้ ซึ่งนอกจากการบ้านแล้วได้จากการหาหนังสือระดับที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วทำโจทย์ไปเรื่อยๆใช้เวลาเท่าไหร่ก็เท่านั้น ส่วน contemplate คือหาความรู้กว้างๆ อ่านผ่านๆให้พอมองออกว่ามันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลยังไงกับชุดความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่ง contemplate มันไม่ค่อย active ถ้าทำนานๆแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าเสียเวลาไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ที่เรากำลังเรียนที่อังกฤษนี่เหมือนเวลาที่เขาให้จะยอมให้เรา contemplate มากกว่า(ซึ่งก็ทำให้ได้เขียนสรุปเนื้อหาอย่างที่เห็น)แล้วก็ไป calculate ก่อนสอบไม่งั้นถ้าทำแต่แรกพอจะถึงเวลาสอบก็ลืมแนวโจทย์แล้ว

  3. Pichet says:

    ที่ว่าน่าจะซึมซับให้มากกว่านี้ก็คือส่วนของ contemplate นั่นแหละ เพราะตอน ป.ตรี ทำแต่โจทย์ อันไหนยังไม่เห็นมันจากหลักการพื้นฐานจะไม่จำให้รกสมอง ผลก็คืออ่านทฤษฎีสตริงตอนแรกๆ ของ Zwiebach พบว่าทำโจทย์ได้เกือบหมด จะยากแค่ไหนก็สู้ แต่เหมือนไม่รู้เลยว่าตรงนี้ๆ เชื่อมกันอย่างไร

    พอเปิดเทอมมา อาจารย์สั่งงานที่โหดกว่าใน Zwiebach มันก็ต้องทั้ง contemplate และ calculate เพียงแต่เสียดายว่าซึมซับการ contemplate มาเพียงนิดหน่อย

    แต่มีอะไรแปลกๆ หน่อยคือ หนังสือเล่มไหนที่อธิบายด้วยสมการมากมายเราจะไม่ค่อยต้องเสียเวลา calculate สามารถ contemplate ได้เลย ว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง ประมาณว่าดูดสมการเข้าหัวได้ และก็รู้ว่าตรงไหนเชื่อมโยงกันบ้าง

    แต่ถ้าหนังสือเล่มไหนอธิบายแบบไม่ค่อยมีสมการก็ต้อง calculate เยอะหน่อย ไม่อย่างนั้นก็เหมือนไม่มีอะไรเข้าหัว เพราะหนังสือพวกนี้เล่นซ่อนสมการไว้ในตัวหนังสือ จริงๆ ถ้าความรู้ไม่พอที่จะ calculate ก็จะรู้แค่นิดหน่อย แต่อย่างน้อยก็พอรู้ขอบเขตของมัน

    ยิ่งเขียนยิ่งงงตัวเอง พอก่อนดีกว่า

  4. Pingback: Learning to Appreciate « A Diary

  5. Anonymous says:

    ตามลิงค์มาจากเว็บ terry toa ครับ ^^”
    ทำไมมันไปขึ้นเปนคอมเมนท์ได้?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s