Random Thought Amplifier

    หลังจากได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการเรียนชีววิทยามาเป็นฟิสิกส์มาได้สองปีแล้วก็ทำให้ชีววิทยาดูดีขึ้นแต่ถ้าต้องกลับไปเรียนก็จะอยากตายเหมือนเดิมเพราะส่วนมากเป็นการใช้ปัญญาจากการอ่าน-ฟังเฉยๆไม่ใช่ปัญญาจากการคิด (ส่วนปัญญาจากการปฏิบัติไม่ใช่หมายถึงว่าทำการบ้านหรือทำแลบแต่หมายถึงการทำอะไรก็ตามอย่างรู้ตัวตื่นตามความเป็นจริงอยู่เสมอ การศึกษาและอาชีพตามนิยามปัจจุบันจึงไม่ได้สนใจสอนเรื่องนี้อย่างตรงจุด) เพื่อนส่วนใหญ่ของเรา ถ้าสนใจเรียนชีวะก็คงสนใจมาตั้งแต่ ม. ปลาย หรือถ้าเรียนฟิสิกส์หรือเลขก็เช่นกัน แต่เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมไม่ค่อยมีคนที่ผันจากชีวะมาเป็นฟิสิกส์แบบเรา ทั้งๆที่เหตุผลเราออกจะตรงไปตรงมา เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในชีวะ ไฟน์แมน1ยังกล่าวไว้ว่า ชีวะเป็นวิชาที่ถามคำถามที่น่าสนใจที่ไม่มีใครรู้คำตอบได้ง่ายมาก ซึ่งสรุปความรู้สึกช่วงระยะหลังๆในภาคชีวะของเราได้เป็นอย่างดี ชีววิทยายากเกินไปสำหรับเรา

    ในอดีตเราเรียนชีวะเพราะเราคาดหวังมาตลอดว่ามันจะมีหลักการทุกอย่างในตัวเองซึ่งสามารถอธิบายทั้งศาสตร์ได้(โดยไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ด้วย! เพราะไม่เห็นมีใครใช้กันในวิชาชีวะนอกจากบวกลบคูณหาร) ตอนไหนสักตอนที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยมหิดลนี่แหละที่บอกกับรุ่นพี่ว่า “ชีวะไม่ต้องจำครับ!” เพราะตัวเองเชื่อจริงๆว่าจะค้นพบหลักการนั่นได้ พอเรียนเรื่องรูปใบไม้ต่างๆก็คิดว่ามันจะมีหลักการที่พิสูจน์ได้ว่ามันต้องมีรูปร่างได้แค่นี้หรือเปล่าหนอ ส่วนมากในชีวะจะเกิดอาการ”ไม่มีกฎก็เลยไม่หา” หรือ “กฎปลอมๆ” ซึ่งเราเบื่อมาก พอเราสงสัยว่าทำไมตรงนี้มันเป็นแบบนั้นแล้วถามก็จะได้คำตอบว่า “วิวัฒนาการมันทำให้เป็นแบบนั้น” และก่อให้เกิดการให้เหตุผลที่เป็นการฆ่าตัดตอน กำกวม ไม่เฉียบขาด ทำให้ไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ หรือเรียกว่าเพ้อเจ้อนั่นเอง

    เรื่องของเรื่องก็มาจากการที่เราไม่ชอบวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งต่อมาอีกทอดจากการไม่ชอบทำอะไร”เผื่อ” ถ้าเรามีคำถามมันก็ควรจะรู้อย่างน้อยว่าจะไปทางไหนถึงจะเข้าใกล้คำตอบได้ แต่คนเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ต้องเรียนนู่นเรียนนี่ เพื่อเรียนจบแล้วจะได้มีความรู้เอาไปใช้อย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งสำหรับเราทำไม่ได้เพราะมันไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย คล้ายกับที่คนชอบคิดว่า”ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แทนที่จะเป็นตามจริงว่า “ทำดีได้ทำดี ทำชั่วได้ทำชั่ว” ซึ่งมันก็เป็นแค่นั้น แน่นอนว่าบางคนไม่ได้พิจารณาเรื่องการเรียนแบบนี้เพราะโลกปัจจุบันมันบังคับให้ต้องเรียน ต้องจบปริญญา จะได้มีงานทำหาเงินได้ไม่อดตาย   

    หลายคนเคยถามว่าทำไมชอบสอบวิชาที่ควรจะง่ายได้คะแนนน้อย เช่น บัญชี วิชาใช้ words, powerpoints (เรียนคณะวิทย์มหิดลประเทศไทยมันมีจริงๆให้ตายเหอะ) ไฟน์แมนเป็นคนฉลาดและเขาใช้ทุกโอกาสในการเรียนรู้ ไฟน์แมนได้กล่าวไว้จากครั้งที่ไฟน์แมนเป็นอาสาสมัครให้ถูกสะกดจิตและพยายามจะขัดคำสั่งว่า อะไรที่คิดว่าทำได้ แต่ไม่ทำ ก็คือทำไม่ได้  มิดเทอมชีวะสุดท้ายก่อนลาออกจากมหิดลเราเตรียมตัวสอบไม่ได้จริงๆเมื่อรู้ว่ามันไม่ถูกจริตเรา หลังสอบเมื่ออาจารย์พรเลิศ(ฝ่ายการต่างประเทศที่โรงเรียน MWIT) บอกเราว่า ถ้าจะไปเรียนต่อเมืองนอกก็เรียนชีวะไปก่อนอย่าให้คะแนนตกอย่างเห็นได้ชัด เราก็เลยขอไปเมืองนอกโดยแทบไม่ต้องคิดเลยเพราะคะแนนมันตกไปแล้ว

    มองย้อนกลับไปตอนนี้ คณิตศาสตร์ที่สมควรเรียนเพื่อชีวะมากที่สุดคือ ความน่าจะเป็น(ไม่ได้นับสถิติที่ต้องเรียนอยู่แล้ว) และคณิตศาสตร์ของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เช่น เครือข่าย การเข้าใจระบบชีววิทยาต้องใช้คณิตศาสตร์ที่ยุ่งเหยิง เพราะคณิตศาสตร์อย่างพีชคณิตเชิงเส้นหรือทฤษฎีกลุ่ม(group theory)เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงและสมมาตรตามลำดับ ซึ่งในระบบชีวะมันหายไปหมดแล้ว(ในแง่ที่ว่าระบบฟิสิกส์ที่อยู่ในการควบคุมและเรียบง่ายยังแสดงสมบัติพวกนี้อยู่) คนส่วนมากจะพูดว่าถ้าชีวะคือมีข้อยกเว้น ถ้าฟิสิกส์คือไม่มีข้อยกเว้น มีแต่กฏ ซึ่งฟังดูแย่มาก นักฟิสิกส์ก็หวังที่จะพบข้อยกเว้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะสร้างทฤษฎีที่ครอบคลุมมากกว่านี้  ในขณะเดียวกันก็เป็นอย่างที่เมย์ นักคณิตศาสตร์ที่ผันมาทำวิจัยนิเวศวิทยาบอกไว้ว่า2 เป็นความเข้าใจผิดๆที่คิดว่าสมการง่ายๆจะให้กำเนิดได้แค่พฤติกรรมง่ายๆ วิทยาศาสตร์คือการศึกษาการพูดในภาษาธรรมชาติซึ่งไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นฟิสิกส์หรือชีวะ ที่พูดตอนต้นว่าการศึกษาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ทำให้ชีววิทยาดูดีขึ้นก็คือตรงนี้นี่เอง

1. Feynman, Surely You’re Joking, Mr. Feynman! บทแผนที่ของแมวมั้ง รู้สึกว่าไฟน์แมนเคยดอดไปเป็นนักเรียนชีวะอยู่ช่วงหนึ่งหลัง graduate มีอีกประโยคที่โดนใจ “คนพวกนี้เรียนมาสี่ปีเพื่อจำเรื่องพรรค์นี้เหรอเนี่ย”

2. Robert May,  “The Best Possible Time to be Alive” ใน It Must Be Beautiful: Great Equations of Modern Science

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

5 Responses to Random Thought Amplifier

  1. Halley says:

    มันขึ้นอยู่กับแขนงวิชาด้วยมั้ง???

    คนเรียนชีวะจนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับสองอย่างเรา ก็ไม่ชอบจำการเรียงตัวของใบไม้เหมือนกัน 555+

    อืม…แขนงวิชาในชีวะที่ชอบมากๆ ก็…นิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และสรีรวิทยา
    เพราะทั้งสามสาขานี้ มีอะไรมากกว่า “ข้อมูล” มากมายที่จะให้ download ใส่หัว
    เพราะทั้งสามสาขานี้ เรารู้สึกว่ามันมี “ที่มาที่ไป” มากที่สุดละ

    วิวัฒนาการก็ใช้พันธุศาสตร์ประชากรมาช่วยอธิบาย
    นิเวศวิทยานี่ก็สนุก ใช้ฟิสิกส์กับเคมี แล้วเข้าใจต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ จนสุดท้ายเราจำอะไรไม่ค่อยได้ (เช่น ถ้าอยู่ดีๆ มาถามว่าถ้าเกิด El nino แล้วเปรูฝนแล้งหรือน้ำท่วมต้องขอเวลาคิดสักครึ่งนาที) ต้องเริ่มไล่จากความรู้พื้นฐานภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือเคมีทุกครั้ง (แต่ก็จนปัญญาที่จะเริ่มจากคณิตศาสตร์ เหอๆ)
    สรีรวิทยาก็หนุกอีก การจะเข้าใจบางระบบอาจต้องใช้เรื่อง Molecular Biology บ้าง แต่กับบางระบบ เช่น การแลกเปลี่ยนแก๊ส ระบบหายใจ พลศาสตร์การไหลของเลือด ฯลฯ นี่ก็ใช้พื้นฟิสิกส์+เคมีค่อดๆ

    ส่วนพวกอนุกรมวิธานทั้งหลาย ตอนเรียนเองเราก็หมดปัญญาที่จะหาที่มาที่ไป นอกจากจำใจจำสิ่งที่คนอื่นดูๆ มองๆ สังเกต เก็บข้อมูล และสรุปผลมาเรียบร้อยแล้วไป ตอนแรกก็จำๆ เพื่อเกรด

    แต่พอจำได้แล้วมาเจอของจริง ก็หนุกมากเลย

    ส่วนที่นินนาทบอกว่า พอถามถึงเหตุผลไป สุดท้ายก็ไปจบที่วิวัฒนาการ
    อ่านแล้วก็ฮา และเห็นด้วย เหอะๆ
    พอเราถามตัวเองว่า “เพราะอะไร” ในเนื้อหาใดๆ ของชีวะไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็ไปจบที่ เพิ่ม Survival หรือ Reproductive rate ทุกที

    พิมพ์มาซะยาว สุดท้ายแค่อยากจะบอกว่า เห็นด้วยกับ Ending word ของนินนาท 555+

  2. truecrimson says:

    เหมือนจะเข้าใจฮัลเลย์ว่า ไม่ชอบ molecular เพราะคำอธิบายในระดับ molecular ถ้าเรียนเพื่อแค่เอามาใช้ในสรีระวิทยาก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่ถ้าเรียนเพื่อให้เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆในระดับโมเลกุล คำอธิบายกับแผนภาพส่วนใหญ่มันค่อนข้างจะปัญญาอ่อนเพราะมันไม่ได้คำนึงถึงสเกล เช่น วัตถุเล็กๆมีการเคลื่อนไหวจากความร้อน(thermal motion) หรือมีการเคลื่อนที่ในของเหลวที่ต่างออกไปจากที่เราประสบได้ในชีวิตประจำวัน

    เพิ่งนึกได้อีกอย่างว่า เราแปลกอีกอย่างตรงที่จะค้นคว้าย้อนไปที่จุดกำเนิดมากกว่า วิชา molecular เริ่มต้นขึ้นได้ก็เพราะควอนตัม 🙂 (จะมีหนังสือเก่าๆในห้องสมุดสตางค์พวก “introduction” to molecular biology ที่เป็นฟิสิกส์เต็มๆเลย)

    ปล. อีกอย่างก็คือเสียดายว่าเรียนชีวะจะไม่ได้เจอแนวความคิดที่เปลี่ยนโลกอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพและควอนตัม การปฏิวัติมุมมองจากเรื่องวิวัฒนาการสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ แต่อย่างสองเรื่องแรกทำงั้นไม่ได้ แล้วก็อะไรที่ abstract จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่า

  3. truecrimson says:

    ที่บอกว่าขึ้นกับวิชานี่คือเรื่องที่ว่าไม่ได้ใช้ปัญญาจากการการคิดหรือเปล่า?
    เราว่าสังเกตได้ง่ายๆว่า ยิ่งคิดผิดเยอะแสดงว่าได้คิดมาเยอะ ถึงจะเป็นวิชาที่อย่างสรีรวิทยาหรือนิเวศวิทยา ถ้าไม่ใช้คณิตศาสตร์เราก็ว่าช่วยตรงนี้ไม่ได้ ฟิสิกส์กับเลขเป็นวิชาที่ต้องทำแบบฝึกหัด พอได้ฟังเหตุผลหรือคิดออกแล้วก็ก่อนจะเชื่อก็ต้องพิจารณาว่าถ้าใช้หลักการอย่างนี้ จะตอบคำถามอื่นได้อีกหรือเปล่า จะขัดแย้งกับอะไรไหม สรุปคือ “มีที่มาที่ไป”ก็ต้องดูว่าที่มาที่ไปนั้นถูกหรือผิดโดยเทียบกับการทดลองที่เป็นได้ทุกอย่าง เราก็อยากอ่านชีวะที่เป็นแบบนี้บ้างเหมือนกันแต่ยังหาไม่ได้
    Edit: ขอมาเพิ่ม อยากให้จำกัดอยู่ตรงนี้ไม่อยากเขียนเป็นบล็อกใหม่ ถ้าให้เฉพาะเจาะจงลงไปเรื่องที่เราพูดถึง”ที่มาที่ไป”

    เช่น ที่บอกว่าไปลงท้ายที่เพิ่มอัตราการรอดชีวิตทุกทีนี่ปกติจะให้แน่ใจยังไงว่าคิดถูก? มันมีวิธีที่จะทดลองให้เห็นจริงรึเปล่า? คืออย่างแรกถ้าจะคิดแบบนั้นต้องสมมติว่าลักษณะ/พฤติกรรมนี้เกิดจาก natural selection ก่อนรึเปล่า เพราะ natural selection เกิดจากการความกดดันในสภาพแวดล้อมซึ่งไม่ใช่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา เวลาที่ไม่มี natural selection ก็มีโอกาสที่ยีนที่ neutral ต่ออัตราการอยู่รอดจะสะสมได้ตาม neutral theory (คือเป็น genetic drift ตามบุญตามกรรมเฉยๆ)ซึ่งเท่าที่เรารู้ความถี่ของการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ต้องเอามาเป็น null hypothesis ว่าเกิด natural selection จริงหรือไม่ เป็นความคิดเห็นของเราน่ะนะซึ่งจากตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะคิดกันได้ง่ายๆ

  4. Gin Freeces says:

    มาติดตาม บทความของท่านตอนนี้เกี่ยวพันกับชีวิตที่ผ่านมา และอนาคต และยินดีที่ท่านอยู่กับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี(ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องถามท่านเอง)

    เชื่อว่าท่านเป็นหนึ่งใน MWIT ที่ไปได้ไกลมากที่สุดคนหนึ่งบนเส้นทางแห่งการรู้แจ้ง นะครับ

    เอาใจช่วย ช่วงนี้เราเองก็นั่งกลับมาคิดว่า อะไรกันแน่ที่สำคัญ
    1.ความเป็นอยู่ของมนุษย์เพื่อนร่วมโลก (ทั้งเรื่องสังคม การเมือง และจนไปถึงเพื่อน ครอบครัว)
    2.ความจริงของจักรวาล ของเอกภพ ของธรรมชาติ
    3.ตัวเรา
    4.ไม่มีอะไรเลย

  5. truecrimson says:

    เราว่าถ้าใจเปิดกว้างพอ ทำเพื่ออย่างเดียวก็สามารถทำเพื่อทั้งสามอย่างได้(พูดถึง 3+1 อย่างที่ลิสต์มา) ส่วนว่าสำคัญหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s