สติสัมปชัญญะสำหรับผู้เริ่มต้น 09/21/08

 (ใช้คำว่า “เรา” แทนทั้งตัวเองและคนทั่วไปตามบริบท ส่วนคำว่า “พวกเรา” แทนคำว่า “ผู้อ่าน” ซึ่งรวมถึงเราในขณะที่อ่านตรวจทานของตัวเองอยู่เหมือนกัน)

    วันนี้เรามาทำความคุ้นเคยกับวิธีการที่จะทำให้มีความสงบสุขกันดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจจะทราบอยู่แล้วว่าเราให้ความสำคัญมาก ความเข้าใจในฟิสิกส์ต้องใช้คณิตศาสตร์ฉันใด เรื่องนี้ก็ต้องใช้พุทธศาสนาฉันนั้น

    หลายคนไม่ถูกกับศาสนาเลย แต่ถ้าสมมติว่าเชื่อเรา เราก็จะต้องบอกว่าศาสนามีทั้งในรูปแบบที่เป็น organized religion คือเป็นองค์กรแล้วก็มีคนทำหน้าที่นั้นหน้าที่นี้ คราวนี้ถ้าเกิดการหลงผิดมันก็จะเฮโลไปตามกัน และคงจะประมาณได้ว่าในโลกตอนนี้มีคนหลงผิดมากกว่าไม่หลงผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ศาสนาก็เลยดูเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งกันมากกว่า แล้วก็คนดีๆก็คงไม่ออกมาอวดตัวกันก็เลยเป็นการฟังความด้านเดียว ศาสนาอีกฐานะซึ่งเป็นสิ่งที่เราน่าจะลองด้อมๆ มองๆ ดูมากกว่าก็คือการปฏิบัติเพื่อให้มีความสงบสุข อยู่ให้ถูก ตายให้ถูก แล้วความต้องการพื้นฐานของคนเราถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วจะเป็นเรื่องอะไรเสียอีก

    เราอาจมองว่า organized religion เป็นเปลือกและการปฏิบัติดังกล่าวเป็นแก่น ผลไม้จะมีแต่แก่นอย่างเดียวไม่มีเปลือกหุ้มก็ไม่ได้ ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาก็มีทั้งส่วนที่เป็นเปลือกและเป็นแก่น ที่เราเห็นในสังคมทั่วไปจะรู้สึกถึงแต่เปลือกมากกว่าก็คือจัดเป็นพิธีการเท่านั้น แล้วก็หาประโยชน์เป็นทางแห่งการพ้นทุกข์อะไรนอกจากนั้นไม่ได้เลย หนังสือแบบเรียนก็มีส่วนช่วยสร้างความเห็นผิดนี้เช่นกัน คือเรียนแต่ว่ามันมีวันสำคัญอะไรบ้าง (ซึ่งต้องจำเพราะจะได้รู้ว่าโรงเรียนจะมีวันหยุดวันไหนเพิ่มมาบ้าง) และต้องทำอะไรเป็นพิธีกรรมบ้าง แต่ส่วนที่เป็นแก่นก็มี เช่น การสวดมนต์ นานๆ เมื่อยๆ ทำให้เรามีความจดจ่อ ทำให้เรามีกิจวัตรทำ ทำให้เราอยู่กับสิ่งที่ไม่เคยชิน (แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้สวด สวดไม่เป็นด้วย) อันนี้เรียกว่ากุศโลบาย คือ กุศล บวก อุบาย เป็นอุบายในทางที่ดี ทางที่เป็นกุศล บางครั้งอุบายก็มีประโยชน์ แต่ก่อนเราคิดว่าการทำเรื่องพวกนี้จะต้องไม่ใช้อุบาย เวลาจิตดูไม่ดีก็ไปพยายามเพ่งให้มันดูดี ไปแข็งต้านมัน แต่ตอนนี้คิดว่า หากใจรู้สึกอะไรบางอย่างขาดไปก็ต้องชมมันบ้าง เช่น ใช้สันโดษ ใช้โยนิโสมัสสิการ ฯลฯ ในทางกลับกันหากจิตใจฮึกเหิม มันจะวิ่งๆ ก็ต้องดุมัน (กำลังตั้งสมมติฐานว่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงเด็กได้)

    ถ้าพอจะรู้สึกดีกับศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาขึ้นมาบ้างแล้ว ก็กลับมาตรงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ว่าทำไมเราถึงต้องหยิบยกพุทธศาสนาขึ้นมา

    การจะไม่หยิบยกพุทธศาสนาขึ้นมานั้น ถ้าทำได้ก็จะดีไม่ใช่น้อย เพราะจะทำให้ “ดูเหมือน” เป็นกลางมากขึ้น ดังเช่นการเขียน Ninnat’s Principle ไปในครั้งที่แล้วๆมา แต่ก็จะเห็นว่ามีหลายคำที่สามารถตีความผิดไปจากความหมายที่ตั้งใจได้ เช่น ความสงบสุข เราอาจจะมีประสบการณ์ว่ามันอยากทำอะไรบางอย่างมาก อยากจนไม่สงบ เมื่อได้ทำแล้วจึงจะสงบ เช่น จน เครียด กินเหล้า ขั้นตอนหนึ่งในวงจนนี้ก็คืออย่างที่ว่า คือกินเหล้าเพื่อให้ไม่ทุกข์ รู้สึกเป็นสุขแทน ที่ตีความอย่างนี้ได้เพราะเรายังใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับเรื่องที่จะพูดถึงเสียทีเดียว

    การหยิบคำในพุทธศาสนามาในฐานะ”ภาษา” เป็นเรื่องอย่างเดียวกันกับว่าทำไมเราต้องการคณิตศาสตร์ในฟิสิกส์(หรือวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป) ความที่มี “ภาษา” หรือจะเรียกว่า “เครื่องมือ” ก็ตามใจ ที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมก็เป็นอะไรที่มีเหตุผลอยู่แล้ว เช่น เราคงไม่คิดว่าวิวัฒนาการจะทำให้เรานึกภาพได้ว่า การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง หรือ ของที่เล็กในระดับ Femtometre หน้าตาเป็นยังไง เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกแบบนั้น เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ speed limit เท่าความเร็วรถยนต์ หรือ โลกที่ Planck constant มีค่าสูงเมื่อเทียบกับ thermal energy ทั่วๆไป เช่นเดียวกัน ภาษาในชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ได้ไปข้องแวะให้ความสำคัญกับจิต กับอะไรที่มันเกิดกับจิตมากนัก

    หากลองดูภาษาในพุทธศาสนา จะเห็นว่ามีความเหมาะสมอย่างมากที่จะใช้ตรวจตราดูความรู้สึก ดูจิตของตน การขนขวายหาภาษาอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ตัวว่าเราไม่ฉลาดเรื่องจิตเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาที่คิดเช่นนั้น เราก็จะรู้ว่าคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าฉลาดมาก และการนำมาใช้โดยไม่ต้องคิดขึ้นมาเองใหม่ทั้งหมดเป็นวิธีที่โง่น้อยกว่า เช่น คำว่าสันโดษที่ใช้ไปในย่อหน้าที่ ๓ นั้น เขียนลงไปแค่คำเดียวได้ความหมายที่ต้องการ ไม่ต้องอธิบายให้มากมาย(แต่คนอ่านก็ต้องเข้าใจความหมายที่ถูกต้อง เหมือนกับสมการคณิตศาสตร์) แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมันมีเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะจับตรงไหนก่อนดี มันก็คล้ายการเปิด dictionary คือนึกคำไหนออกก็เปิดคำนั้น อยากรู้อะไรก็ศึกษาและนำไปใช้มันก็ได้ผลทั้งนั้น

    แต่ว่ากันจริงๆแล้ว ตามความเข้าใจของเรา หลักการเพียงหนึ่งเดียวของพุทธศาสนาคือการลดอัตตา เทียบกับเมื่อไม่รู้มาก่อน หากรู้อย่างนี้แล้วชีวิตเราเป็นของง่ายมาก มีหลักการดำเนินที่สำคัญอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นี่น่าจะนับได้ว่าสอดคล้องกับ Occam’s Razor ทีเดียว ซึ่ง Occam’s Razor เองก็น่าจะมาจากความต้องการความเรียบง่ายของชีวิตเช่นนี้ การใช้ภาษาวิทยาศาสตร์ก็น่าจะทำให้คนวิทยาศาสตร์คุ้นเคยได้มากขึ้น และตรงนี้เราจะเห็นถึงจุดเหมือนของวิทยาศาสตร์และพุทธศาสน์ได้ชัดเจน

    วิทยาศาสตร์ถือกำเนิดก็เพราะเราต้องการทำให้โลกกายภาพดูเรียบง่ายเข้าใจง่ายกว่าการมองแยกเป็นส่วนๆ ดูตรงนั้นตรงนี้ทีโดยหาจุดร่วมไม่ได้ ทำอะไรใหม่ๆก็ใช้วิธีคล้ายๆเดิมมาทำไม่ได้ ชีวิตมันก็จะยุ่งยากขึ้น

    ทฤษฎีวิทยาศาสตร์จะเป็นทฤษฎีได้ก็ต่อเมื่อมันให้ผลที่เห็นได้ แล้วจากนั้นจะสร้าง model อะไรที่มาอธิบายกลไกนั้นก็ได้ถ้ามันอธิบายได้ ก็คือไม่มีอะไร ad hoc มากนักแล้วก็จะเป็นไปตาม Occam’s Razor

    การสำรวจตัวเองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การลดอัตตา ก็อาจจะลองทำได้โดยการดูอะไรที่สังเกตได้เช่นเดียวกับในวิทยาศาสตร์ คือดูกิเลส ประกอบด้วย โลภ โกรธ หลง ว่าเรามีอะไรบ้างในสามอย่างนี้ เทียบกันแล้วอะไรมีมากน้อยเท่าไหร่ อะไรสามารถถูกกระตุ้นให้มันเกิดรุนแรงได้ง่ายๆ บ่อยๆ (อันนี้เหมือนลองทำแบบฝึกหัดโดยไม่มีภาพรวมของทฤษฎีเบื้องหลังดูก่อน เหมือนกับ การหัดใช้สมการโดยไม่รู้สัจพจน์ที่เป็นที่มา) ซึ่งตรงนี้เราชอบมากๆ เพราะว่ากิเลสไม่ว่ามายังไงมันก็จะแยกได้ว่าเป็นสามอย่างนี้ เป็นภาษาที่ดีมาก  ขอแถมนิดนึงว่า หลง นอกจากหมายถึงหลงใหลแล้วยังหมายถึงหลงทาง คือ ลังเลใจ จะทำรึไม่ทำดี

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Dhamma. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s