The Core of Buddhism 08/05/08

คู่มือมนุษย์ (Handbook for Mankind)

Evaluative Review โดย นาย นินนาท แดงเนียม                วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

สำหรับวิชา Natural Resource and Environmental Management (NREM-07)

ข้อมูลหนังสือ: คู่มือมนุษย์ (Handbook for Mankind), พุทธทาสภิกขุ   ผู้เขียน, ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๕๔๘, สำนักพิมพ์อมรินทร์.

 
 

                                …ในที่นี้ ผมจึงขอแสดงให้เห็นถึงผลของการปฏิบัติอันสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาในหนังสือเล่มนี้จากประสบการณ์ของผม โดยแสดงเหมือนกับหลักของพุทธศาสนาโดยทั่วไป คือไม่ได้บอกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ไม่มีสิ่งที่ห้าม-หรือต้องทำ เพียงแค่การกระทำและผลไว้เป็นทางเลือกเท่านั้น เพราะเหตุนี้ผมจึงสามารถบอกได้ว่าเราสามารถปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นโดยไม่ต้องเป็นพุทธศาสนิกชนเลยก็ได้

                รู้ว่าชีวิตคืออะไร รู้ว่าชีวิตไม่ใช่ครอบครัว ชีวิตไม่ใช่การเรียน ชีวิตไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความทุกข์ แต่ชีวิตคืออะไรนั้น ผมจะไม่บอกคำตอบของผม เพราะคำตอบของแต่ละคนจะต้องได้มาด้วยตนเองเท่านั้น

                หมดปัญหา ไม่รู้สึกว่าอะไรเป็นปัญหาอีกต่อไป หรือที่เรียกว่าความรู้สึก “The end of the world” เมื่อเราทำอะไรที่ไม่ชอบไม่ดีลงไป หรือเจออะไรที่ไม่คาดฝัน

                ได้สัมผัสแต่ก็ไม่ได้สัมผัส สิ่งที่รับได้จากประสาทสัมผัสจะรบกวนผมน้อยลงมากๆ เรียกได้ว่ามีสัมปชัญญะก็ว่าได้ คือรับรู้อย่างถูกต้อง สามารถตัดโซ่ของ “common sense” ได้เช่นว่า ถ้ายุงมาเกาะก็ต้องรำคาญ สามารถหยุดความรู้สึกระหว่างขั้นตอน “รู้สึก” เมื่อยุงมาสัมผัส กับขั้นตอนที่รู้สึกว่าพอใจหรือไม่พอใจได้

                เมื่อหมดปัญหาของตัวเองก็จะใส่ใจกับปัญหาของคนอื่นแทน มีความต้องการที่จะฝึกปัญญาตัวเองให้ “เฉียบ” และรักษาความสงบเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ขั้นแรก สามารถรับรู้ปัญหาของคนอื่นได้ก่อน แล้วจึงหาจังหวะเรียกสติของคนคนนั้นให้ได้ เพราะคนที่จะแก้ปัญหาของตนเองได้ก็คือตนเองเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ผมควรจะต้องทำให้ได้ในทุกๆ สังคมที่ผมอยู่ ท่านพุทธทาสเคยเขียนไว้ว่า มันจะรู้สึกเหมือน โอบเอาคนรอบข้างเข้ามาๆ ตัวเองใหญ่ขึ้นๆ คราวนี้เมื่อสังคมกับตัวเรากลายเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว การกระทำทุกอย่างก็ได้ผลแก่ส่วนรวม

                มองเห็นความเหมือนในความแตกต่าง มองเห็นคนสูงต่ำดำขาว “ผิดปกติ” พิการ และสิ่งแวดล้อมต่างๆเหมือนกันหมด

                ลดการยึดติดกับ “ภาพ” ของคนแต่ละคนมากขึ้น การกระทำในอดีต คำพูดที่เคยพูด ไม่มีผลให้เราตัดสินเขาไปก่อน

                ลดอัตตา ความเห็นแก่ตัว และเข้าใจความหมายของคำว่าความเห็นแก่ตัว ที่จริงหัวข้อนี้ก็ครอบคลุมผลทั้งหมดแล้ว แต่ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่าเห็นแก่ตัว หรือ selfish ซึ่งมาจาก self + ish ซึ่งให้ความหมายที่ตรงที่สุด คือเห็นว่ามีตัวเองอยู่ ตัวเองมีตัวตน เพราะสมัยนี้เราเข้าใจความหมายนี้ผิดๆ มาก ทำให้เกิดข้อขัดแย้งมากมายที่ไม่น่าจะเกิด ตัวอย่างที่กว้างที่สุดก็คือ เมื่อมีคนทำดี แล้วคนอื่นบอกว่าที่จริงเขาทำดีก็เพื่อให้ตัวเองดูดี แล้วซ้ำร้ายเราก็สามารถใช้หลักการนี้ตีความต่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเห็นแก่ตัวได้ด้วย นำไปสู่ชีววิทยาแบบ gene based เช่น บอกว่ามนุษย์มีความอยากในสงครามอยู่ใน gene และไม่สามารถก้าวข้ามมันได้ เราลดรูปทุกอย่างไปสู่วิทยาศาสตร์แบบ objective หมด

                ไม่หลง  แก้ปัญหาได้ตรงกว่าเดิม ไม่ทำอะไรจนสุดโต่ง เกินขีดความสามารถของตนเอง เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะรู้ตัว ปัญหาแก้ได้ด้วยสมาธิและปัญญาเท่านั้น เช่น แก้ปัญหาด้วยอานาปานสติภาวนา ซึ่งตรงนี้อาจจะดูเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ตรงไปตรงมา หรือหลุดโลก อยู่นอกเหนือจินตนาการของคนทั่วไป ปัญหาไม่ได้แก้ด้วยด้วยการคิด แต่แก้ได้ในขณะที่เราไม่คิด เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการ “เรียนให้เก่งขึ้น” นั่นคือ การพัฒนาศักยภาพทางการเรียนของตนเอง ที่ดูเหมือนจะเป็นทางตันสำหรับหลายๆ คน (ที่มองว่ามีแต่คนเก่งและไม่เก่ง แต่ไม่ได้มองว่ามีคนที่ไม่พัฒนาและก็มีคนที่กำลังพัฒนา) และทำให้ชีวิตการเรียนไม่มีความสุขนัก น่าจะทลายมันได้ด้วยวิธีนี้

                รู้ว่าทำเพื่อทำ ไม่ใช่ทำเพื่อเป้าหมาย และ มีความสุขเมื่อได้ทำหน้าที่ ซึ่งหน้าที่ในที่นี้ไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นที่ว่า เป็นนักเรียน ต้องเรียนหนังสือ แต่ทุกคนมีหน้าที่ในหลายๆ ฐานะ ลูก เพื่อน พี่ น้อง ลูกน้อง เจ้านาย คนรัก ฯลฯ และในฐานะองค์ประกอบย่อยของหน่วยที่ใหญ่กว่าตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงจักรวาล

                มีกัลยานมิตรนับไม่ถ้วน และเมื่อมาอยู่ในสังคมที่มีธรรมะแล้ว มันจะเป็นที่ที่น่าอยู่มาก เพราะเป็นสังคมที่ไม่มีการแข่งขัน เพราะเราหวังให้ทุกๆ คนได้รับสิ่งที่เราได้รับอยู่แล้ว และในเวลาเดียวกันมันก็เหลือแต่การแข่งขันกับตัวเองอย่างแท้จริง ที่ไม่ได้ทำไปเพื่อให้เหนือกว่าคนอื่น และถึงแม้ไม่ว่าใครก็ตามกระทำสิ่งที่ “น่าจะทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ” เราจะรู้สึกขอบคุณคนผู้นั้นแทน

 

                แล้วคราวนี้เวลาอ่านหนังสืออะไรที่ไปในทางเดียวกันนี้ เช่น อิชมาเอล มันก็ไม่ต้องใช้ความเข้าใจ เพราะมันตรงกับสิ่งที่จิตเรามองเห็นได้อยู่แล้ว และคราวนี้ก็ต้องการจะเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้สิ่งที่เราได้เห็นบ้าง เพราะว่าเรานั้น มีเครื่องป้องกันต่อกระแสแห่งโลก แล้ว เรื่องส่วนหนึ่ง (ซึ่งมากกว่าที่คนทั่วไปในสังคมปัจจุบันมากมาย) เราจะรู้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริงได้โดยตัวเราเอง ถ้าจะเรียกว่าหลอกตัวเองให้เชื่อในความจริงของตัวเองสำเร็จก็ได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราจะไม่ลอยกระทบนู่นกระทบนี่ไปมาในกระแสแห่งโลกซึ่งเราจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีจุดมุ่งหมายอันถึงที่สุด ไม่รู้ว่าชีวิตตนเองเกิดมาเพื่ออะไร เราจะไม่อยู่ในกรอบของแม่วัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แม่วัฒนธรรมตื้นๆ อย่างศีลธรรม แต่เป็นแม่วัฒนธรรมที่ทำให้คนเกือบทั้งโลกเป็นรูปเป็นร่าง มี identity ของตนเองในทุกวันนี้

                คิดดูว่าถ้าเกิดเรามีความรู้สึกแบบที่กล่าวมาได้นี้แล้ว เราจะมีความสุขได้ง่ายขนาดไหน เรายังจะต้องแสวงหาความสุขอันเกินพอดี ความ “สุข” ที่ไม่ “สงบ” ความสุขที่ไม่สนผลกระทบต่อคนอื่นๆ อีกหรือไม่

                แม้อาจจะดูไม่น่าเชื่อ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนของสิ่งที่เราสามารถได้จากพุทธศาสนาเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้แล้วเราก็สามารถ “ให้” กับธรรมะ นั่นก็คือ ธรรมชาติได้

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Dhamma. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s