“Change the World” 08/11-15/08

หากจุดประสงค์ของค่าย teacup ตลับไม้ขีดไฟวันที่ 9-12 สิงหาคม 2551 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของจุดยืนแล้วล่ะก็ ถือว่าค่ายนี้ประสบความสำเร็จอย่างที่ทำให้เราคาดไม่ถึง

     นี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมาปีหนึ่งแล้ว ความรู้สึกว่ากลับมาเชื่อใจเพื่อนโดยไม่สงสัยอีกครั้ง เพื่อนที่ชื่อว่า “ตัวเอง” ดูท่าตัวเองจะมีอาชีพเป็นนักขบถไปเสียแล้ว หลังผ่านประสบการณ์งานมาพอสมควร เช่น ออกจากสวนโมกข์ก่อนกำหนด ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน และขอออกจากค่าย teacup ที่มีเป้าหมายพัฒนาปรัชญาทางการศึกษาของไทยโดยนิสิตนักศึกษา ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ทั้งทุนและไม่ทุน

     บอกกับอาจารย์เอเชียไปว่า “ผมเป็นคนแก่ที่ไม่มีประสบการณ์” หลังจากที่ฟังบรรยายเกี่ยวกับความสุขความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์และการใช้ชีวิตโดยทำงานเพื่อสังคมโดยอาจารย์เอเชียและพี่อุ้ย ผู้ริเริ่มอนุบาลบ้านรัก อาจารย์จัดดอกไม้ของอาจารย์เอเชีย พี่อุ้ยบอกว่าพวกเราอายุ 21 ปียังเป็นวัยที่มี feeling สูงและวัยประมาณ 42 จึงจะได้มองจากภายในของตัวเองมากอย่างจริงจัง อาจารย์เอเชียเสริม(การตัดสินใจของผม)ว่ารุ่นเรายังเป็นช่วงเวลาที่เดินทางบน professional quest แต่หลังจากนั้นอย่างไรก็ตาม spiritual quest จะเป็นเส้นที่จำเป็นในการมีความสุขอย่างสมบูรณ์ ยิ่งอาจารย์เอเชียเล่าความรู้สึกของอาจารย์มากเท่าไร ทั้งที่ว่าโลกนี้มันไม่มีปัญหา ทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัย ยิ่งสะท้อนตนเองเมื่อตอนกลับมาจากสวนโมกข์ใหม่ๆ  ทำให้รู้ตัวว่าเรายังทำตามวิธีการของตนเองได้อยู่ เรายังแน่อยู่ การลุยเดี่ยวยังทำได้อยู่ เป็นความจริงว่าคนวัยเราที่คิดอย่างเรามีน้อย เพราะฉะนั้นทำสิ่งเล็กๆที่ตัวเองรู้รอบสบายใจกว่าทำการใหญ่ตามกระแสสังคม ดั่งที่อาจารย์เอเชียว่า “โลกนี้คนที่รู้จักตัวเองมีที่ยืนเสมอ”

     ทุกคนถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าเรากำลังทำอะไรเพื่ออะไร หากไม่ยึดถือการขัดเกลาตนเองก่อนและการขบถต่อสิ่งที่ไม่เห็นด้วยแล้วล่ะก็ ต่อจะให้มีสักกี่คนต่อกี่คนก็จะทำงานออกมาในระดับที่ “ใครๆก็ทำได้” ทั้งๆที่เราเป็นกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสมากกว่าใครเพื่อนแท้ๆ กลับมาคิดอีกครั้งการขอออกจากค่ายและอาจจะออกจากการเป็นสมาชิก teacup society of Thailand เป็นสิ่งที่ดีเพราะนอกจากจะเป็นการให้ feedback แล้วเป็นการเพิ่มน้ำหนักของ feedback และยืนยังเจตจำนงค์ว่ามีคนไม่ยอม คนอื่นอาจจะยอม แต่มีคนไม่ยอมที่จะทำตามวิธีการของคุณ สุดท้ายต้องกล่าวขอบคุณ teacup ด้วยที่ทำให้เราได้ขบถอีกครั้งหนึ่ง และไม่อยากให้ teacup หยุดด้วยประการใดๆเพราะทุกคนมีความตั้งใจดีและมีชื่อเสียงและความเก่งเป็นทุน

     กลับเมืองไทยมาครั้งนี้ได้รับสิ่งที่ล้ำค่ามากมาย เราได้รู้เรื่องใหม่ว่าโรงเรียนก็ไม่ใช่พรรคพวกของเรา เด็กทุน เด็กนอก เด็กโอลิมปิกวิชาการก็ไม่ใช่พรรคพวกของเรา พรรคพวกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ ผู้ที่เป็นพรรคพวกได้ไม่เกี่ยงว่าเป็นคนเก่งหรือไม่เก่งแต่เป็นคนพัฒนาตนได้ ลดอัตตาของตนได้  ที่ทำได้เพราะว่ามีกำลังใจจากเพื่อนที่ชื่อว่า”ตัวเอง”
———————————————————————————————————————
วันนี้มีคนบอกว่ามันก็บางอย่างที่คนที่ถนัดถึงจะทำได้ดี สิ่งที่เขาฝากไว้(อันนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่ได้พูดกัน)คือให้อยู่ที่อเมริกาให้คุ้ม เราเดาว่าปีนี้เรากลับมาก็มาเสาะแสวงหากิจกรรมเพื่อสังคมแบบที่ถนัด ถ้าเราอยู่ที่โน่นนานๆก็เป็นไปได้ว่าเราจะหาอะไรแบบนี้เหมือนกัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหลังจากคุยกับคนนี้แล้วถึงคิดว่าเราบอกคนอื่นได้มากขึ้นว่าเราเป็นใคร คงจะเรียกว่าเป็นการตีกรอบความคิด frame โจทย์ให้แคบลงมาจนคนที่มีสติปัญญาและประสบการณ์เท่าเราพอจะตอบได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สรุปว่าตัวเองถนัดอะไรตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าถนัดการทำให้ตัวเองมีความสุข แล้วก็เลยอยากให้คนอื่นถนัดบ้าง เพราะคนเยอะแยะก็พยายามทำหลายๆอย่างเพื่อให้ตัวเองมีสุข ไม่มีทุกข์นี่ แล้วเราก็ถนัดเรื่องนี้นี่ คือไม่ได้จะไปทำให้คนอื่นมีความสุข แต่ไปทำให้คนอื่นทำให้ตัวเองมีความสุข โดยเริ่มจากการรู้ตัวว่าความสุขที่เราต้องการคืออะไร ตัวเองตอนนี้ก็มีความสุขดี พอใจกับชีวิตแล้ว จริงๆ ถ้ามีความสุขไปคนเดียวเลยก็สบายดีด้วยซ้ำ ก็ไม่ว่าอะไร แต่ถึงจะดูหน้าไม่ให้ ดูเป็นคนไม่สนุกสนาน (ไม่สนุกก็ไม่เหมือนไม่สุข) ก็อยากให้คนอื่นมีความสุขบ้าง
 
    ขอแก้ไขปรับความเข้าใจเรื่องการมีตัวเองเป็นเพื่อนหน่อยนะ ท่อนที่ว่า เรายังลุยเดี่ยวได้อยู่ จริงๆเราหมายถึงว่า เรายังใช้วิธีการของเราทำสิ่งที่เราจะทำในชีวิตได้อยู่ แต่ถึงในอนาคตจะใช้ได้ใช้ไม่ได้แล้ว เราก็ยังมีเพื่อนเป็นตัวเองอยู่ดี ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนที่ชื่อตัวเองนี่จะเป็นอะไรที่ไม่เพียงพอ กำลังใจน่ะ มาจากตัวเองก็พอแล้ว ถือเป็นขั้นต่ำ เพราะกลับกันต่อจะให้มีเพื่อนนับแสนแต่ไม่มีตัวเองอยู่เป็นเพื่อน ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าทำ เพราะทุกคนต่างกัน คิดต่างดัน ทำต่างกัน จะมาแสร้งทำเป็นเหมือนกัน จะไม่ขบถต่ออะไรเลยมันก็คือการไม่เชื่อใจเพื่อนที่เรียกว่าตัวเองนี่แหละ
 
     คราวนี้เขียนรวดเดียวจบโดยไม่มีการนั่งคิดเตรียมอะไรเลย หวังว่าจะเป็นอะไรที่สะท้อนถึงวินาทีนี้ของตัวเราได้อย่างดีที่สุด สุดท้ายขอขอบพระคุณคนที่คุยด้วยข้างต้น อาจารย์ขวัญครับ  
———————————————————————————————————————
วันนี้ไปเข้าคลาสอาจารย์เอเชียมาแล้วก็คุยกับอาจารย์ต่ออีกนิดหน่อย ดีครับ รู้มาว่าหลายๆคนมีความสุขก็ดีใจครับ (ความสุขจากการรู้ตัว ซึ่งคงนำไปสู่การ consciously create โลกตามแบบของตัวเอง ตามคำของอาจารย์)
 
    เหมือนไร้สาระมากแต่ไม่ได้พูดมานานแล้วเหมือนกันว่า เห็นคนมีความสุขก็ดีใจครับ.
 
  
   ปล. ได้คำศัพท์ใหม่ๆมาเช่น “อิน” ตัวอย่างคือการเขียนนิยายพรรณนาล้อเลียนเสียดสีอย่างไม่ขาดสายทำให้สมรรถภาพในการเจริญสติลดลงชั่วคราวเพราะเกิดอาการอินไปกับมัน

Advertisements

About Ninnat Dangniam

นักเรียน, นักเขียน, นักวาด
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s